-
Content Count
627 -
Joined
-
Last visited
-
Days Won
25
Posts posted by admin
-
-
ก่อนบินไปอเมริกาปลายเดือนกรกฏา กองกลางตัวใหม่ต้องเข้าแล้ว เพราะเป็นเกรดตัวจริงต้องมีเวลาจูนทีมสักเล็กน้อย ส่วนปีกกับกองหน้า ยังสามารถรอมาตอนต้นเดือนสิงหาคมได้ เพราะเป็นตัวที่เอามาเติมขุมกำลังให้แกร่งขึ้น
ฤดูกาลหน้า ไม่มีเวลาให้ปรับจูนทีมแบบปีก่อน โปรแกรมช่วง 2-3 เดือนแรกหนักมาก เริ่มมาก็ต้องสานต่อฟอร์มจากปีก่อนให้ได้เลย ถ้าผ่านโปรแกรมช่วงแรกไปได้ แล้วยังอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ ปีนี้เราจะได้ Run-in ช่วงโค้งสุดท้ายแบบง่ายๆ บ้าง -
หลังจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คลอดโปรแกรมฤดูกาล 2024/25 ออกมา อาร์เซน่อล จะได้เปิดฤดูกาลด้วยการเปิดบ้านต้อนรับวูลฟ์แฮมตัน ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ขณะที่เกมส์สุดท้ายของฤดูกาลพวกเขาจะออกไปเยือนเซาแธมป์ตัน ทีมน้องใหม่หน้าเก่า
AUGUST
Sat 17 Wolverhampton Wanderers (H)
Sat 24 Aston Villa (A)
Sat 31 Brighton & Hove Albion (H)SEPTEMBER
Sat 14 Tottenham Hotspur (A)
Sat 21 Manchester City (A)
Sat 28 Leicester City (H)OCTOBER
Sat 5 Southampton (H)
Sat 19 Bournemouth (A)
Sat 26 Liverpool (H)NOVEMBER
Sat 2 Newcastle United (A)
Sat 9 Chelsea (A)
Sat 23 Nottingham Forest (H)
Sat 30 West Ham United (A)DECEMBER
Tue 3 Manchester United (H)
Sat 7 Fulham (A)
Sat 14 Everton (H)
Sat 21 Crystal Palace (A)
Thu 26 Ipswich Town (H)
Sun 29 Brentford (A)JANUARY
Sat 4 Brighton & Hove Albion (A)
Tue 14 Tottenham Hotspur (H)
Sat 18 Aston Villa (H)
Sat 25 Wolverhampton Wanderers (A)FEBRUARY
Sat 1 Manchester City (H)
Sat 15 Leicester City (A)
Sat 22 West Ham United (H)
Tue 25 Nottingham Forest (A)MARCH
Sat 8 Manchester United (A)
Sat 15 Chelsea (H)APRIL
Tue 1 Fulham (H)
Sat 5 Everton (A)
Sat 12 Brentford (H)
Sat 19 Ipswich Town (A)
Sat 26 Crystal Palace (H)MAY
Sat 3 Bournemouth (H)
Sat 10 Liverpool (A)
Sun 18 Newcastle United (H)
Sun 25 Southampton (A)กรอบเวลาตลาดซื้อ-ขายนักเตะ
ตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์เปิดอย่างเป็นทางกไปแล้ว ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน โดยวันที่ตัดรอบการส่งรายงานภายใต้กฏกำไรและความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีก หรือที่เรียกว่า PSR ของฤดูกาล 2023/24 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน ดังนั้นหลายทีมที่มีปัญหาเรื่องการขาดทุนและสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดกฏ PSR จำเป็นจะต้องขายนักเตะให้ได้ก่อน 30 มิถุนายน ส่วนวันที่ตลาดนักเตะจะปิดคือ 30 สิงหาคม เวลา 23.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเวลา 05.00 น. ของวันที่ 1 กันยายน
ตลาดซื้อขายนักเตะรอบสอง จะเปิดในวันที่ 1 มกราคม และจะปิดในวันที่ 3 กุมภาพันธ์
เกี่ยวกับโปรแกรมยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก:
อาร์เซน่อลได้ตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนลีกเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากจบในอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลก่อน แล้วจะเป็นปีแรกที่รูปแบบการแข่งขันแชมเปี้ยนลีกมีการเปลี่ยนแปลง กับการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม ทั้งการเพิ่มทีมจาก 32 เป็น 36 ทีม เปลี่ยนจากการแบ่งกลุ่มๆ ละ 4 ทีม มาเป็นระบบสวิสโมเดลลีก โดยแต่ละทีมจะต้องลงเล่น 8 เกมส์
โดยหาทีมที่มีคะแนนอันดับ 1-8 เข้าไปเล่นรอบน็อกเอาต์โดยอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับ 9-24 จะต้องมาแข่งเพลย์ออฟเพื่อหาอีก 8 ทีมเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ จะทำให้โปรแกรมรอบแรก จากเดิมที่จะจบในเดือนธันวาคม ก็จะขยายออกไปจบในเดือนมกราคมแทน
การจับสลากรอบแรกจะมีขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม ก่อนที่เกมส์แรกจะแข่งขันในช่วงวันที่ 17-19 กันยายน ส่วนนัดที่ 8 จะแข่งในวันที่ 29 มกราคม
Matchday 1: September 17-19
Matchday 2: October 1-2
Matchday 3: October 22-23
Matchday 4: November 5-6
Matchday 5: November 26-27
Matchday 6: December 10-11
Matchday 7: January 21-22
Matchday 8: January 29
Play-offs: February 11-12; 18-19
Last 16: March 4-5; 11-12
Quarter-finals: April 8-9; 15-16
Semi-finals: April 29-30; May 6-7
Final: May 30ฟุตบอลถ้วยในประเทศ:
ทีมจากพรีเมียร์ลีก จะได้ผ่านไปรอในเอฟเอ คัพรอบ 3 ที่จะแข่งกันในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม ส่วนรายการคาราบาว คัพจะเล่นกันในช่วงกลางเดือนสิหงาคม โดยทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ไม่ได้เล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป จะลงเล่นในรอบ 2 ส่วนอีก 7 ทีมที่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปจะได้ไปผ่านเข้าสู่รอบ 3 แบบอัตโนมัติ
วิเคราะห์โปรแกรมการแข่งขันของอาร์เซน่อล:
จากโปรแกรมที่ออกมา อาร์เซน่อล จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรกของฤดูกาล ที่มีโปรแกรมพรีเมียร์ลีก 6 นัด และ 3 เกมส์เยือน อาร์เซน่อลจะต้องเจอกับทีมที่จบ Top6 ของฤดูกาลที่แล้ว อย่าง แอสตัน วิลล่า, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และแมนซิตี้ โดยเฉพาะในช่วงที่จะพบกับสเปอร์ และซิตี้ ต่อเนื่องกันในเดือนกันยายน พวกเขาจะมีโปรแกรมแชมเปี้ยนลีกมาคั่นกลางระหว่างสองเกมส์นี้อีกด้วย
เช่นเดียวกับเดือนพฤศจิกายน ที่พวกเขาจะมี 2 เกมส์เยือนยากๆ สองนัดติดต่อกัน ในการไปเยือนนิวคาสเซิ่ล และเชลชี แล้วจะมีโปรแกรมแชมเปี้ยนลีกมาคั่นกลาง หากมองในช่วง 4 เดือนแรก ผลงานที่ออกมา อาจจะสามารถบ่งบอกทิศทางในฤดูกาลนี้ของอาร์เซน่อลก็เป็นไปได้
13 เกมส์แรกในพรีเมียร์ลีก พวกเขาจะมีเกมส์เยือนที่ท้าทายไม่น้อยทั้ง สเปอร์, แมนซิตี้, วิลล่า, บอร์นมัธ, นิวคาสเซิ่ล, เชลชี และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมจากครึ่งบนของตารางของฤดูกาลที่แล้วทั้งนั้น มองในแง่บวก หากอาร์เซน่อล สามารถผ่านบททดสอบช่วง 4 เดือนแรกไปได้ แล้วยังเกาะอยู่ในกลุ่มนำ หนนี้อาร์เซน่อลจะได้ Run in แบบไม่ยากบ้างในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังถ้าเราดูโปรแกรมตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา โปรแกรมของอาร์เซน่อลจะเริ่มผ่อนคลายลงไป จะไม่ได้มีเกมส์หนักต่อเนื่องแบบช่วง 4 เดือนแรก แล้วหากอาร์เซน่อลยังอยู่ในเส้นทางขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ กับช่วง 11 เกมส์สุดท้ายของฤดูกาล อาร์เซน่อลจะเจอกับทีมใหญ่ แค่ 3 นัดคือการเยือนแมนยู และลิเวอร์พูล อีกนัดคือการเปิดบ้านเจอเชลชี นอกนั้นถือเป็นโปรแกรมที่ไม่ยากนัก
ดังนั้นสรุปว่าผลงานช่วง 4 เดือนแรก อาจจะบ่งบอกเป้าหมายของอาร์เซน่อลได้ว่าเราจะอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นฤดูกาล 3 ติดต่อกันได้หรือไม่ รวมถึงผลงานในแชมเปี้ยนลีก รูปแบบใหม่ ก็จะผ่าน 5 นัดแรก ก็น่าจะพอเห็นว่าเราอยู่อันดับที่เท่าไรบนตารางคะแนน ถ้าต้องเพลย์ออฟ ก็จะต้องมีเกมส์เพิ่มอีก 2 นัดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้าจบ 1-8 ของตาราง ก็ไปรอเล่นรอบ 16 ทีมช่วงเดือนมีนาคมเลย
พอโปรแกรมออกมาแบบนี้ มันไม่มีเวลาในอาร์เซน่อล ได้ปรับจูนทีมมากนัก มันเลยเป็นโจทย์สำคัญของเอดู และทีมงาน ที่จะต้องเร่งปิดดีลแข้งใหม่เข้ามาในทีมก่อนฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้น หากเป็นไปได้ ให้นักเตะใหม่ได้เดินทางไปทัวร์ปรีซีซั่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยก็จะยิ่งดีมาก -
-
Liverpool Echo สื่อท้องถิ่นประจำเมืองลิเวอร์พูล รายงานข่าวว่า อาร์เซน่อล ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการคว้าตัว อมาดู โอนาน่า กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมของเอฟเวอร์ตัน
มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล ชื่นชอบกองกลางวัย 22 ปีมานานแล้ว ทำให้เขาตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับอาร์เซน่อลหลายครั้ง และพวกเขาพร้อมขยับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยมีการติดต่อสอบถามกับทางเอฟเวอร์ตัน ซึ่งทีมข่าว Echo เข้าใจว่าทีมท็อฟฟี่ตั้งค่าตัวนักเตะไว้ 50 ล้านปอนด์
Shamoon Hafez นักข่าวจาก BBC ออกมายืนยันว่าอาร์เซน่อลได้มีการติดต่อเอฟเวอร์ตันในวันนี้ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ อมาดู โอนาน่า จริง และทางเอฟเวอร์ตันตั้งค่าตัวนักเตะไว้ที่ตัวเลขไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์
ก่อนหน้านั้นทางสกายสปอร์ต ก็ได้มีรายงานแต่ยังไม่ได้มีการระบุชื่อทีม เพียงแต่บอกว่าหนึ่งในทีมที่ได้ไปเล่นแชมเปี้ยนลีก ได้มีการติดต่ออย่างเป็นทางการกับเอฟเวอร์ตัน ในการขอซื้อตัว อมาดู โอนาน่า ซึ่งคาดว่าเขามีโอกาสย้ายทีมสูงในช่วงซัมเมอร์นี้ และทางเอฟเวอร์ตันจำเป็นต้องปล่อยนักเตะออกก่อน 30 มิถุนายนนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการผิดกฏการเงินพรีเมียร์ลีก
-
เดวิด ออร์นสตีน นักข่าวดังจาก The Athletic รายงานข่าวว่า ริสส์ เนสัน ได้แจ้งกับอาร์เซน่อลว่าเขาต้องการประเมินทางเลือกสำหรับการย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งทางอาร์เซน่อลต้องการค่าตัวนักเตะราว 20 ล้านปอนด์ รวมกับออปชัน หากเขาโดนปล่อยออกจากสโมสร มีทีมอย่าง คริสตัล พาเลซ, ฟูแล่ม, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และเวสต์แฮม ที่แสดงความสนใจในตัวนักเตะ
-
คริส วีทลี่ย์ นักข่าวสายอาร์เซน่อล บอกว่าเขาได้ยินมาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนว่า ฌอง-แคลร์ โตดิโบ กองหลังของนีซ ที่ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาตลอด อยู่ในลิสต์เป้าหมายของอาร์เซน่อล
-
THE SUN อาร์เซน่อล พยายามที่จะเจรจาต่อรองค่าตัวของ วิคตอร์ เกียวเกเรส กองหน้าทีมชาติสวีเดนของสปอร์ติ้ง ลิสบอน ให้ถูกลงกว่าค่าฉีกสัญญาที่ระบุไว้ 100 ล้านยูโร โดยทางอาร์เซน่อล ประเมินค่าตัวดาวยิงวัย 26 ปี เอาไว้ที่ราว 60-70 ล้านยูโร โดยก่อนหน้านี้ทางลิสบอนยื่นกรานว่าสโมสรที่อยากได้ เกียวเกเรส ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญาเท่านั้น และสัญญาของนักเตะยังมีจนถึงปี 2028
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวลือจากฝั่งโปรตุเกส ว่าอาร์เซน่อล เตรียมจะมีการยื่นข้อเสนอซื้อ เกียวเกเรส ด้วยตัวเลข 80 ล้านยูโร ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
-
Liverpool Echo สื่อท้องถิ่นประจำเมืองลิเวอร์พูล รายงานข่าวว่า อาร์เซน่อล ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการคว้าตัว อมาดู โอนาน่า กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมของเอฟเวอร์ตัน
-
ผนังบ้านในเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ของ คาร์ลอส คูเอสต้า เต็มไปด้วยไอเดียและแผงผังแท็กติก บนชั้นวางมีหนังสือเกี่ยวกับฟุตบอล, จิตวิทยา และวิทยาศาสตร์การกีฬา และแน่นอนว่าถ้าเขาอยู่บน โทรทัศน์ของเขาจะเปิดการแข่งขันฟุตบอลอยู่
มันชวนให้นึกถึงฉากในอพาร์เมนต์ของมิเกล อาร์เตต้า ที่แมนเชสเตอร์ ในช่วงที่เขาทำงานเป็นผู้ช่วยของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นเวลา 3 ปีครึ่งที่อาร์เตต้า หมกมุ่นอยู่กับมหาวิทยาลัยฟุตบอลของตัวเอง เพื่อนที่มาเยี่ยมอพาร์ตเมนต์ของเขา ต่างตกตะลึงกับการเรียนรู้อย่างบ้าบิ่นของเขา ที่มีให้เห็นครอบคลุมเกือบทุกตารางนิ้วของพื้น และบนผนังห้อง
สันนิษฐานว่าอาร์เตต้า มองเห็นบางอย่างในตัวคูเอสต้า ที่คล้ายกับตัวเขา ชายสองคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองจนเข้าขั้นหมกมุ่ม แต่เส้นทางของทั้งสองคนนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง คูเอสต้า ในวัย 28 ปี เขาไม่เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และเคยทำงานโค้ชกับ 3 สโมสรชั้นนำของยุโรปทั้งแอตเลติโก มาดริด, ยูเวนตุส และตอนนี้กับอาร์เซน่อลในตอนที่อาร์เซน่อล ตัดสินใจขยายขนาดทีมงานสต๊าฟของเขาในซัมเมอร์ 2020 เขาได้ดึง คูเอสต้า ที่เวลานั้นอายุ 25 ปี เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมงานของเขา ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งในและนอกสโมสร
กรานิต ชาคา อดีตกองกลางของอาร์เซน่อลเคยกล่าวว่า: "แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อใครสักคนที่อายุน้อยๆ เดินเข้ามาในสโมสรใหญ่อย่างอาร์เซน่อล" แต่มันใช่เวลาไม่นานเลยที่คูเอสต้า พิสูจน์ให้ชาคาได้เห็นว่าเพราะอะไรเขาถึงมาอยู่ที่นี่
"ความรู้สึกจากการประชุมกับเขาครั้งแรก ในฐานะบุคคล เขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมามาก แต่เขามีความรู้ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับฟุตบอล เขารู้ว่าเขากำลังทำอะไร เขารู้ว่าจะคุยกับนักเตะอย่างไร อะไรคือสิ่งที่นักเตะต้องการ มันน่าทึ่งมากตั้งแต่เริ่มต้น"
"วิธีที่คาร์ลอสพัฒนาขึ้น แบบวันต่อวัน เดือนต่อเดือน ปีต่อปี มันน่าเหลือเชื่อ การประชุมแบบตัวต่อตัวแต่ละครั้ง เขาเข้าตรงประเด็นเสมอ มันเข้าใจได้ชัดเจนมากๆ และผมรู้สึกขอบคุณที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง"การได้มีเซซชันวีดีโอร่วมกันแบบตัวต่อตัว ทำให้ระหว่างชาคา และคูเอสต้า มีความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นแค่ระหว่างผู้เล่นกับโค้ชโดยทั่วไป มันกลายเป็นมิตรภาพ ที่ช่วยขับเคลื่อน ชาคา มีฤดูกาลที่ดีที่สุดนับตั้งแต่อยู่กับอาร์เซน่อล
"ความสัมพันธ์ระหว่างคาร์ลอสกับผมพิเศษมาก ผมคิดว่าวิธีที่เราคิดที่เหมือนกันทุกอย่าง ความซื่อสัตย์ที่เราแสดงต่อกัน และเขาช่วยผมมาก เรามีการประชุมส่วนตัวในเซซชันวีดีโอ และมีการพูดคุยกันมากมาย พูดกันแบบตรงๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยพาผมมาอยู่ในจุดที่ผมอยู่ในทุกวันนี้"
สำหรับคูเอสต้า เขาเติบโตแถวอ่าวพัลมา เมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะมายอร์ก้า สมัยเป็นวัยรุ่นเขาลงเล่นให้กับทีมในท้องถิ่น ซานต้า คาตาลิน่า แอตเลติโก แต่เมื่ออายุครบ 18 ปี เขาตระหนักว่าการเล่นฟุตบอล ไม่น่าจะตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาในการก้าวไปสู่ระดับสูงสุดได้ แม้ว่าตอนนั้นเขาจะเป็นผู้เล่นในทีม บาเลอาเรส U18 เขารู้ว่าเขาคงจะไม่สามารถเล่นในระดับสองดิวิชันสูงสุดของสเปนได้
คูเอสต้า ให้เหตุผลว่าถ้าเขาเปลี่ยนไปโฟกัสและจริงจังกับงานด้านโค้ช เขารู้สึกว่าสามารถหาหาทางไปสู่จุดสูงสุดอย่างที่เขาต้องการได้ ทำให้ Backgroud หน้าจอโทรศัพท์ไอโฟนของเขา จะเป็นถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่านั่นคือจุดมุ่งมั่นที่เขาต้องการไปให้ถึงขั้นตอนแรก คือการลงทะเบียนเรียนในระดับวิทยาศาสตร์การกีฬาในกรุงมาดริด คูเอสต้า พยายามเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเกมส์ฟุตบอลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านทุกช่องทางที่มีอยู่ เขาพยายามที่จะใช้พลังของโซเซียล เพื่อสร้างคอนเน็กชันที่มีคุณค่า เขาได้กดติดตามทีมงานทุกคนของเรอัล มาดริด และแอตเลติโก มาดริด บน Twitter แต่มีเพียงแค่ 2 คนที่กดติตตามเขากลับมา แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับคูเอสต้า มันเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนและติดต่อกันโดยตรง และเป็นเสมือนประตูสำหรับไปยังขั้นต่อไป
คูเอสต้า อาสาเข้ามาทำงานในอะคาเดมี่ของแอตเลติโก มาดริด เขาไม่ได้สนใจเรื่องเงิน หรือว่าตำแหน่งงาน เขารู้ถึงคุณค่าของตราสโมสร กับตำแหน่งของสโมสรแอตเลติโก มาริด ถือเป็นก้าวสำคัญ สำหรับเด็กอายุ 19 ปี ที่ได้มีโอกาสสวมเสื้อวอร์มของหนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในสเปนนอกจากจะสำเร็จการศึกษาแล้ว คูเอสต้า ยังได้กลายเป็นโค้ชแอตเลติโก มาดริด U14 ตอนนั้นเขาอายุแค่ 22 ปี ก้าวถัดไป เขามีความคิดที่จะเดินทางและได้เข้าไปศึกษางานจากสุดยอดโค้ช เขาได้ร่างรายชื่อโค้ชที่เขาอยากเข้าไปศึกษาดูงาน ประกอบด้วย มัสซิมิเลียอาโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิ่ล, เจอร์เก้น คล็อปป์ และเมาริสซิโอ โปเซ็ตติโน่
เขาเข้าร่วมงานสัมมานาที่มหาวิทยาลัยปอร์โต้ นำโดย วิคตอร์ ฟราเด้ กูรูด้านโค้ชฟุตบอล ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ของ โฆเซ่ มูรินโญ่ ยอดโค้ชชาวโปรตุกีซ ก่อนที่จุดเริ่มต้นระหว่างเขากับอาร์เตต้าจะเกิดขึ้น ผ่านทางเพื่อน คูเอสต้า ได้นำเสนอเกี่ยวกับแท็กติกบางอย่างของทีมแมนซิตี้ ซึ่งอาร์เตต้าประทับใจการนำเสนอนั้นมาก และได้เชิญคูเอสต้า เข้ามาที่ศูนย์ฝึกที่แมนเชสเตอร์
"ในการเยี่ยมชมครั้งนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญว่าการได้อยู่ท่ามกลางผู้เล่นที่เหมาะสมนั้นมันมีความสำคัญแค่ไหน" คูเอสต้าเคยกล่าวไว้ในปี 2019 "เป๊ป มีทีมงานที่มีคุณภาพชั้นเยี่ยม ผมสนใจในตัวของ มิเกล อาร์เตต้า เขาจะเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมแน่นอน เขาสาารถเห็นความสำคัญของรายละเอียดในการฝึกซ้อม และการวิเคราะห์เกมส์"
มันเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ที่สักวันหนึ่งเราจะได้เห็นคูเอสต้า ได้ทำงานกับอาร์เตต้า แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เขาไปที่ยูเวนตุส"ผมจำได้ว่าตอนที่คาร์ลอส มาที่ตูรินครั้งแรก" เฟเดริโก้ เชรูบินี่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของยูเวนตุสกล่าว "เขามาพร้อมกับ มัสซิมิเลียอาโน่ สกาเลีย หัวหน้าฝ่ายอะคาเดมี่ของเรา เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ฝึก พวกเขาเข้ามาที่ออฟฟิศศของผม และสกาเลีย ได้แนะนำคาร์ลอสให้ผมรู้จัก ผมมองไปที่ผู้ชายคนนี้ เขายังเด็กมาก ขี้สงสัย และมีความหลงไหลในเรื่องฟุตบอลอย่างน่าเหลือเชื่อ
"เมื่อคาร์ลอสกลับไป ผมบอกกับหัวหน้าอะคาเดมีว่า เราต้องเซ็นเจ้าเด็กนี้ เราต้องการให้เขามาอยู่ในทีมโค้ชของเรา เขามาจากต่างแดน มีความคิดที่แตกต่างออกไป เขามีความหลงไหลที่น่าทึ่ง ดังนั้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ผมจึงมองว่าคาร์ลอสเป็นคนที่มีศักยภาพสูงมากในการเป็นโค้ช"
จากการเยี่ยมชม กลายเป็นการได้ทำงานกับยูเวนตุส เวลานั้นคูเอสต้า เป็นสต๊าฟคนเดียวที่ไม่ใช่อิตาเลี่ยน เขายังอายุ 20 ต้นๆ และแน่นอนว่าต้องมีคำถามเกิดขึ้น
"ตอนที่เขามาถึง ผมมั่นใจว่าโค้ชคนอื่นก็คงจะสงสัยว่าทำไมเราตัดสินใจจ้างเขามาทำงานด้วย แต่ผมมั่นใจว่าด้วยอุปนิสัยของคาร์ลอส ผมมั่นใจว่าโค้ชคนอื่นๆ จะยอมรับในตัวเขาเมื่อเวลาผ่านไป" เซรูบินี่กล่าวทักษะที่สำคัญของ คาร์ลอส คือ การสร้างสมดุลระหว่างความสุภาพ, ความเคารพ และความท้าทายกับสภาพที่เป็นอยู่ ในแต่ละวัน เขาแนะนำแนวความคิดใหม่ๆ ให้กับอะคาเดมี่ และนักเตะก็ตอบสนองเป็นอย่างดี
"คาร์ลอสสามารถสื่อสารได้ 6 ภาษาอย่างคล่องแคล่ว สำหรับเหตุผลนี้ ผมคิดว่าเขาสามรถสื่อสารได้โดยตรงกับนักเตะทุกคน ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งดีสำหรับโค้ช บางครั้งคุณมีโค้ชที่ดี กับไอเดียที่ยอดเยี่ยม แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้โดยตรงกับนักเตะ" เซรูบินี่เสริม
นอกจากนี้คาร์ลอส ยังมีอายุที่ใกล้เคียงกับนักเตะบางคนอีกด้วย ซึ่งเซบูรินี่ เชื่อว่ามันจะช่วยสร้างสายสัมพันธ์กับทีมได้อย่างง่ายดาย "คาร์ลอสเป็นสะพานที่เชื่อมสต๊าฟกับห้องแต่งตัว ผมรู้ว่านักเตะบางคนที่เคยอยู่ในทีมกับคาร์ลอส ยังคงจดจำเรื่องที่ดีเกี่ยวกับเขาได้เสมอ เมื่อเราลงเล่นเกมส์อุ่นเครื่องกับอาร์เซน่อล ในเดือนธันวาคม 2022 ผมเห็นนักเตะดาวรุ่งของเราบางคน ที่ดีใจมากๆ ที่ได้เจอกับคาร์ลอสอีกครั้ง"
"เขาอยู่กับเราหนึ่งปี แต่เขาเป็นคนที่ชอบเดินทาง เขาต้องการกลับไปทำงานในสเปน ในอังกฤษ ในอิตาลี เขาต้องการรู้ทุกอย่าง ช่างเป็นเด็กที่ขี้สงสัยเสียจริง ดังนั้นเมื่อเขาบอกกับเราในตอนจบฤดูกาลว่าเขาต้องการไปหาประสบการณ์ที่อื่น เราเข้าใจว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะรั้งเขาเอาไว้"
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2020 คาร์ลอส ได้รับโทรศัพทย์ที่เขารอคอยมาตลอด นั่นคือข้อเสนอเพื่อได้ไปทำงานกับอาร์เตต้าที่อาร์เซน่อล ในตอนที่อาร์เตต้าเข้ามารับงานคุมอาร์เซน่อล เขาแต่ตั้งเพียงแค่ อัลเบิร์ต สตุยเวนเบิร์ก และสตีฟ ราวด์ เป็นผู้ช่วยโค้ช กับอินากี้ คาญ่า โค้ชผู้รักษาประตูหลังจากผ่านไป 6 เดือนในฐานะเฮดโค้ช อาร์เตต้า ต้องการขยายทีมงานสต๊าฟของเขา เขาแต่งตั้ง อันเดรียส จอร์จสัน เข้ามาเป็นโค้ชลูกตั้งเตะ ก่อนที่ภายหลัง นิโกลัส โยเวอร์ จะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน จากนั้นเขาก็คิดถึง คาร์ลอส ที่เคยสร้างความประทับใจตอนที่พบกันที่แมนเชสเตอร์
อาร์เตต้า ต้องการทีมวิเคราะห์ ทางคูเอสต้า ยังได้แนะนำ มิเกล โมลิน่า คนที่เคยทำงานกับเขาที่แอตเลติโก มาดริด เข้ามาเป็นสต๊าฟด้วยอีกคน ในสัปดาห์แรก อาร์เซน่อลคว้าแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ 2020 ถือเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม
หน้าที่แรกของเขากับอาร์เซน่อลคือ Individual development coach โดยหน้าที่ของเขาคือการพูดคุยกับนักเตะแบบรายบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้เล่นปรับปรุงเกมส์การเล่นของพวกเขา นั่นหมายถึงเขาได้มีโอกาสทำงานอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาพรสวรรค์ของ บูคาโญ ซาก้า, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และเอมิล สมิธ โรว์ แต่หน้าที่ของเขาไม่ได้เจาะจงเฉพาะนักเตะดาวรุ่ง เขายังใช้เวลาแบบ 1 ต่อ 1 กับผู้เล่นเกือบทุกคนในทีม รวมถึงพวกผู้เล่นซีเนียร์อย่าง อเลซองเดร์ ลากาแซตต์, ดาวิด ลุยซ์ และเซดริก โซอาเรส ด้วยคูเอสต้า ทำงานวันละ 12 ชั่วโมงที่ศูนย์ฝึก เซซชันการพูดคุยแบบ 1 ต่อ 1 ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เล่นของอาร์เซน่อล ผู้เล่นต่างมาหาเข้าพร้อมกับส่วนต่างๆ ของเกมส์ที่พวกเขาต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น เขามีความเชื่อมั่นในเรื่องของพลังในการพัฒนาตัวเอง
เซซชั่นวีดีโอของเขา จะเน้นไปที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การจัดวางตำแหน่งของร่างกาย เทคนิค การยืนตำแหน่ง เขายังได้นำเสนอวีดีโอ เพื่อแสดงให้ผู้เล่นได้เห็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงหลังจากที่ สตีฟ ราวด์ ได้แยกทางกับอาร์เซน่อลเมื่อซัมเมอร์ปีก่อน คูเอสต้า ถูกขยับขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาลำดับ 3 ต่อจากสตุยเวนเบิร์ก นั่นทำให้บ่อยครั้งที่ข้างสนาม เราจะเห็นอาร์เตต้า มีการหารือกับคูเอสต้า หน้าที่ความรับผิดชอบเขาเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ ตอนนี้เขาทำทุกอย่าง ตั้งแต่การเตรียมการวิเคราห์ ทำงานแบบรายบุคคล และช่วยเหลืออาร์เตต้าตามต้องการ เขามีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาวัฒนธรรมในศูนย์ฝึก และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้เล่นทีมชุดใหญ่หลายๆ คน
ในอังกฤษ โปรไฟล์ของคูเอสต้า เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในหมู่แฟนบอลอาร์เซน่อลเอง ก็สนใจโค้ชหนุ่มรายได้เป็นอย่างมาก จากสิ่งที่พวกเขาได้เห็น คูเอสต้า ในสารคดี All or Nothing หลายคนประทับใจกับวิธีการสื่อสารของเขากับผู้เล่น ดังนั้นไม่แปลกใจที่เขาจะเริ่มมีข่าวจะโดนดึงตัวไปคุมทีมในแชมเปี้ยนชิพบ้าง
กรานิต ชาคากล่าวว่า: "ผมมั่นใจว่าสักวันเขาจะเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรที่ใหญ่มากๆ ที่ผมพูดแบบนี้ เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร เขามีไอเดียที่ชัดเจน และเป้าหมายที่ชัดเจน ผมมั่นใจว่าสักวันเราจะได้เห็นเข้าข้างสนามในฐานผู้จัดการทีม"
แต่สำหรับตอนนี้ คูเอสต้า ยังคงเดินหน้าต่อไปกับอาร์เซน่อล ประสบความสำเร็จร่วมกับทีม หลังจากใช้เวลาหลายปีโดยมีโทรฟี่ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกอยู่บนหน้าจอมือถือ เขาคงอยากจะสัมผัสโทรฟี่นั้นจริงๆ ดูสักที
-
เบนจามิน เซสโก้ ต่อสัญญาฉบับใหม่กับแอร์เบ ไลป์ซิกไปจนถึงซัมเมอร์ปี 2029 นั่นหมายความว่าอาร์เซน่อล พลาดการเซ็นสัญญาเป้าหมายอันดับ 1 ในตำแหน่งกองหน้าของพวกเขาในซัมเมอร์นี้ แต่ไม่มีความรู้สึกสิ้นหวังที่สโมสร
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อลตอบสนองได้ดีต่อความผิดหวังในการเซ็นสัญญากับเป้าหมายอันดับ 1 ด้วยการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือหันไปหาทางเลือกสำรองแทน แล้วหนนี้อาร์เซน่อลจะตอบสนองอย่างไร หลังทราบความชัดเจนเกี่ยวกับเซสโก้
เกิดอะไรขึ้นกับดีลของเซสโก้บ้าง?
เมื่อตลาดนักเตะเปิดฉากขึ้น อาร์เซน่อลรู้สึกว่าพวกเขาทำมากพอที่จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของเซสโก้ หากเขาตัดสินใจย้ายออกจากไลป์ซิก ทางเอูด กาสปาร์ ผู้อำนวยกีฬาของอาร์เซน่อล เชื่อว่าพวกเขาได้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับ เซสโก้ พวกเขาก็รู้อยู่เสมอว่ามีโอกาสที่กองหน้าวัย 21 ปีจะเลือกต่อสัญญากับไลป์ซิกอยู่ไม่น้อย
ด้วยการที่เขาอายุยังน้อย และอาชีพของเขา การได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งล้ำค่าต่อการพัฒนาฝีเท้าของเขา ดังนั้นการอยู่กับไลป์ซิกต่อไป ทำให้เขายังสามารถเติบโตต่อไป ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย
ในสัญญาฉบับใหม่ของเซสโก้ ค่าฉีกสัญญาของเขาจะถูกนำออกไป ค่าเหนื่อยของเขาจะเพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่าจะน้อยกว่าจำนวนเงินที่เสนอโดยทีมพรีเมียร์ลีกก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีค่าฉีกสัญญาแล้ว แต่มีความเข้าใจว่ามีสัญญาใจ หรือสัญญาสุภาพบุรุษระหว่างเขากับไลป์ซิก หากมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เขาจะได้รับอนุญาตให้สามารถย้ายทีม ได้ด้วยค่าตัวที่สมเหตุสมผล
อาร์เซน่อลจะตอบสนองอย่างไรหลังทราบข่าวนี้?
อาร์เนอ่ลไม่ได้มีความกังวลอะไรมาก กับการตัดสินใจของ เซสโก้ พวกเขาทราบดีอยู่แล้วว่ามันมีความเป็นไปได้สูงที่จะผลลัพธ์จะออกมาแบบนี้ ในบางแง่ จังหวะเวลาก็อาจจะเป็นผลดีสำหรับแผนในระยะยาวของอาร์เซน่อล
ด้วยฟอร์มของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ทำให้ความต้องการเซ็นกองหน้าตัวใหม่ถูกลดความสำคัญ และความเร่งด่วนลงไป อย่างไรก็ตาม เซสโก้ เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่มีอยู่ในตลาด ด้วยมูลค่าที่สามารถจับต้องได้ ก่อนที่ค่าตัวของเขาจะพุ่งสูงไปมากกว่านี้
อาร์เซน่อล มีขุมกำลังที่มั่นคง พวกเขามีทางเลือกมากมายในตำแหน่งกองหน้า ดังนั้นจึงไม่ได้มีความรู้สึกตื่นตระหนก เมื่อเซสโก้ถูกตัดออกไป พวกเขายังติดตามดูฟอร์มของ วิคตอร์ เกียวเกเรส กองหน้าของสปอร์ติ้ง ลิสบอนมาอย่างต่อเนื่อง โจซัว เซิร์กซี กองหน้าของโบโลญญ่า แต่อาร์เซน่อลยังไม่มีความตั้งใจที่จะออกไปไล่ล่าดาวยิงวัย 23 ปี อาจเป็นไปได้ที่อาร์เซน่อล จะเปลี่ยนโฟกัสไปเสริมแกร่งในจุดอื่นแทน
มีโอกาสที่อาร์เซน่อลจะหวนกลับมาเซสโก้อีกครั้งไหม?
นั่นอาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับอาร์เซน่อล ที่จะรอไปอีก 12 เดือน ที่จะปล่อยให้พวกเขาได้เคลียร์อนาคตของ กาเบรียล เฆซุส และเอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ แล้วเปิดทางให้พวกเขาได้ใช้งาน ไค ฮาแวร์ตซ์ อย่างเต็มที่กับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าไปเลย
อาร์เซน่อล ได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับแคมป์ของเซสโก้ ในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นตามทฤษฏี พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะกลับมาให้ความสนใจนักเตะอีกครั้งในซัมเมอร์หน้า อย่างไรก็ตาม ก็มีการยอมรับว่าภูมิทัศน์ของอาร์เซน่อลอาจจะเปลี่ยนไปเมื่อถึงปีหน้า ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเชลชี ก็อาจจะมีความน่าดึงดูดนักเตะได้มากขึ้น รวมถึงฟอร์มการเล่นของ เซสโก้ หากเขามีฤดูกาลที่ดี ก็จะทำให้ราคาของเขาพุ่งสูงขึ้นอีก ดังนั้นไม่มีอะไรรับประกันว่าอาร์เซน่อล จะมี เซสโก้ เป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่ชัดเจนในอีก 12 เดือนข้างหน้า
สิ่งที่อาร์เซน่อลจะทำต่อในตลาดซัมเมอร์นี้?สโมสรคาดว่าจะมีการเสริมแกร่งในตำแหน่งกองกลาง พวกเขาต้องการผู้เล่นที่จะเข้ามาเล่นร่วมกับ เดแคลน ไรซ์ และตอนนี้อาจมีทรัพยากรก้อนโตสำหรับการคัดสรรผู้เล่นในตำแหน่งนี้ อย่างที่ The Athletic ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ อาร์เซน่อลสนใจ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ของโซเซียดัด และเจา เนเวส ของเบนฟิก้า
อาร์เซน่อล ยังคงเปิดกว้างสำหรับการเสริมผู้เล่นในตำแหน่งริมเส้นด้วย อย่างไรก็ตามมันเป็นตลาดที่มีความยากลำบาก แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายของพวกเขาคือใคร ในบรรดาชื่อที่เชื่อมโยงกับอาร์เซน่อล คือ เปโดร เนโต้ ปีกของวูลฟ์แฮมตัน เป็นนักเตะที่อาร์เซน่อลสนใจมานาน แต่ด้วยปัญหาบาดเจ็บในระยะหลังของปีกวัย 24 ปี เป็นสิ่งที่ทำให้คิดหนัก อย่างไรก็ตาม เนโต้ ทำสถิติ 11 แอสซิทจาก 24 เกมส์ให้กับวูลฟ์ในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงคุณภาพในพื้นที่สุดท้ายของเขา เมื่อเขาฟิตเต็มร้อยนิโก้ วิลเลี่ยม ก็เป็นปีกอีกคนที่อาร์เซน่อล กำลังจับตามอง นักเตะวัย 21 ปีคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญกับทีมชาติสเปน ในศึกยูโร 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับบิลเบา ด้วยผลงาน 11 ประตูจาก 31 เกมส์ แม้ว่าเขาจะลงเล่นฝั่งซ้ายเป็นหลักในระดับสโมสร แต่นิโก้ วิลเลี่ยม สามารถเล่นริมเส้นได้ทั้งสองฝั่ง นั่นทำให้เกิดการแข่งขัน และสามารถ Cover ได้ทั้งปีกซ้ายและขวา
อาร์เซน่อล ยังมีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยนักเตะส่วนเกินออกไปด้วย สโมสรทำได้ไม่ตามเป้าหมายในการปล่อยผู้เล่นเมื่อซัมเมอร์ปีก่อน หนนี้พวกเขาจำเป็นต้องปล่อย คีแรน เทียร์นี่ย์, นูโน ตาวาเรซ และอัลเบิร์ต แซมบี้ โลกองก้า ออกไปจากทีมแบบถาวรให้ได้
ทำให้อาร์เซน่อลอยู่ในตำแหน่งที่น่าอึดอัด หากพวกเขายังคงยอมที่จะปล่อยนักเตะด้วยค่าตัวที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือยอมที่จะปล่อยนักเตะไปเล่นแบบยืมตัว นั่นจะกลายเป็นการสร้างมาตรฐานที่สโมสรอื่นมองอาร์เซน่อล ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องเริ่มที่จะขายนักเตะให้ได้ราคาที่ดีบ้าง -
จากที่อ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสไตล์การเล่น กับดูคลิปของเซิร์กซีมา ตัวนี้ไม่ใช่กองหน้าสไตล์ Pocher หรือตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติ ผมรู้สึกว่ามันจะคล้ายกับ กาเบรียล เฆซุส ที่เป็นกองหน้าที่เคลื่อนที่ไปทั่ว เชื่อมเกมส์กับเพื่อนได้ แต่ยิงประตูได้ไม่เยอะมาก
แต่ถ้าเอามาเติมขุมกำลังเชิงลึกแทนเอ็ดดี้ ก็มองว่าอัพเกรดคุณภาพ Squad Depth แล้วลองวิเคราะห์อีกทีหรือว่า ST เราจะรอซัมเมอร์ปีหน้าที่โอกาสมันอาจจะเปิดกว้างมากกว่า อย่างเซสโก้ ก็มีสัญญาลูกผู้ชายกับไลป์ซิกว่าจะขายในราคาที่เหมาะสม, โอซิมเฮน ค่าตัวอาจถูกลง รวมถึงอิซ้ค ก็น่าจะมองว่าเป็นดีลที่เป็นไปได้มากขึ้น
ถ้าเราตัดสินใจว่าซัมเมอร์นี้ กองหน้าจะยังไม่เอาตัวท็อปเข้ามา ผมอยากให้เราไปทุ่มกับกองกลาง กับปีก แบบท็อปๆ กองกลางต้องเป็นเกรดตัวจริง ส่วนปีกอยากได้ตัวที่คุณภาพใกล้เคียงกับซาก้า/มาร์ตี้ได้เลย -
-
ชาร์ล วัตต์ นักข่าวสายอาร์เซน่อล บอกว่า อาร์เซน่อล ไม่ได้มีอาการตื่นตระหนก เกี่ยวกับการตัดสินใจของ เบนจามิน เซสโก้ ที่ตัดสินใจอยู่เล่นกับไลป์ซิกต่อไป อาร์เซน่อลยังคงอยู่ในตลาดสำหรับการมองหาผู้เล่นแนวรุกเข้ามาเพิ่ม พวกเขาเตรียมเบนความสนใจมาหา โจซัว เซิร์กซี กองหน้าของโบโลญญ่า แม้ว่าทางเอซี มิลาน กำลังพยายามอย่างหนักในการปิดดีลคว้าเซิร์กซี
-
Daniele Longo นักข่าวอิตาลีจาก Calcio Mercato อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทราบดีว่า เอซี มิลาน ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับ โจซัว เซิร์กซี แล้ว อย่างไรก็ตามที่ดีลยังไม่เกิดขึ้น เพราะความต้องการของ เคีย ซูรับเซียน เอเยนต์ของนักเตะที่มีการเรียกค่านายหน้าเกือบ 15 ล้านยูโร และกำลังจะกลายเป็นประเด็นที่เป็นอุปสรรคอย่างแท้จริง
ทางด้าน Alfredo Pedulla อีกหนึ่งนักข่าวดังของอิตาลี ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า เอเยนต์กำลังจะทำให้การคว้าตัวของ เซิร์กซี มีปัญหา แล้วตอนี้ยูเวนตุส กับทีมในพรีเมียร์ลีก อาจจะกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย
-
เจมส์ แม็คนิโคลัส นักข่าวสายอาร์เซน่อลจาก The Athletic ออกมาสวนกระแสเกี่ยวกับข่าวที่อาร์เซน่อลจะเบนเป้าไปหา โจซัว เซิร์กซี โดยเขาบอกว่าอาร์เซน่อล ไม่มีความตั้งใจที่จะไปไล่ล่ากองหน้าวัย 23 ปี
-
Miguel Ángel Díaz นักข่าวสเปนจาก COPE เปิดเผยว่า อันเดร ลูนิน ผู้รักษาประตูของเรอัล มาดริด กำลังคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง และยังไม่ตัดสินใจว่าจะอยู่กับทีมราชันชุดขาวต่อ เขาได้รับข้อเสนอสัญญาฉบับใหม่เพื่อขยายสัญญาจากปี 2025 ไปเป็น 2029 แต่เจ้าก็ได้รับข้อเสนอจากทีมอื่นในยุโรป ซึ่งรวมถึงอาร์เซน่อลด้วย
-
ไรอัน เทย์เลอร์ นักข่าวสายอาร์เซน่อลจาก The Mirror อาร์เซน่อล เป็นแฟนตัวยงของ ยุสซุป โฟฟาน่า กองกลางของโมนาโก ที่คาดว่าเขาจะย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ และอาร์เซน่อล ได้มีการติดต่อเบื้องต้นกับเอเยนต์ของนักเตะ แต่ในช่วงเวลานี้ ยังไม่มีอะไรก้าวหน้าไปมากกว่านั้น
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เผยถึงเบื้องหลังที่ เบนจามิน เซสโก้ ตัดสินใจอยู่กับไลป์ซิกต่อ แม้ว่าจะได้รับความสนใจจาก 3 ทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีก เขากล่าวว่า: "เขายังเด็กมาก และเขาเชื่อว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดต่อการพัฒนาฝีเท้าของเขา มันไม่เกี่ยวกับเงิน หากเขาต้องการเงิน เขาจะได้รับค่าเหนื่อยมหาศาลจากทีมในพรีเมียร์ลีก"
"เขาเชื่อว่าการอยู่กับไลป์ซิกอีกหนึ่งฤดูกาล เขาจะเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีม และเป็นผลดีต่อการพัฒนาของเขา ในสัญญาฉบับใหม่ที่เขาจะเซ็นสัญญา ได้มีการระบุคำมั่นสัญญา ว่าทีมจะปล่อยเขาออกไปจากทีมในซัมเมอร์ปี 2025 หรือ 2026 โดยมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากสัญญาเดิม"
สัญญาใหม่ของเซสโก้กับไลป์ซิก จะทำให้เขาอยู่ค้าแข้งไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2029 โดยจะมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในวันพุธนี้
- Teamnewsandtix ทวิตเตอร์วงในของอาร์เซน่อล บอกว่า เขาไม่คาดหวังว่าอาร์เซน่อลจะเซ็นสัญญาผู้เล่นในตำแหน่งหมายเลข 9 เขามาในซัมเมอร์นี้ ผมคิดว่าเซสโก้ เป็นโอกาสที่มีในตลาด แต่ตำแหน่งหมายเลข 9 ไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ของอาร์เซน่อล

-
The Guardian เป็นที่เข้าใจกันว่ามีความสนใจอย่างจริงจังในตัว โธมัส ปาร์เตย์ จากสโมสรในลีกซาอุดิอาราเบีย ขณะที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, เอมิล สมิธ โรว์ และริสส์ เนลสัน ทางอาร์เซน่อลก็พร้อมรับฟังข้อเสนอ
ส่วนขาเข้า นอกจากตำแหน่งกองหน้าแล้ว มิเกล อาร์เตต้า ยังต้องการแบ็คซ้าย กองกลาง และปีก แต่การขาเข้าใดๆ มีแนวโน้มว่าจะต้องมีความสมดุลกับขาออกด้วย ตอนนี้ อาร์เซน่อล เริ่มกลับมาให้ความสนใจ โจซัว เซิร์กซี ซึ่งมีค่าฉีกสัญญา 34 ล้านปอนด์ แม้ว่าตอนนี้ทางเอซี มิลาน กำลังรุกอย่างหนัก ส่วนอเล็กซานเดอร์ อิซัค และวิคตอร์ เกียวเกเรส ถูกลดความสนใจลงไป เนื่องจากมีค่าตัวที่สูงเกินไป
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ บอกว่า ดักกลาส ลุยซ์ กองกลางตัวเก่งของแอสตัน วิลล่าวัย 26 ปี กำลังจะย้ายไปเล่นกับยูเวนตุส โดยทั้งสองสโมสรใกล้จะบรรลุข้อตกลงกันได้แล้ว โดยยูเว่จะจ่ายเงิน 20 ล้านยูโร บวกนักเตะอีก 2 คนคือ เวสตัน แม็คเคนนี่ กองกลางทีมชาติสหรัฐอเมริกาวัย 25 ปี และซามูเอล อีลิง-จูเนียร์ กองหน้าวัย 20 ปี
-
Tutto Mercato ติอาโก้ มอตต้า ผู้จัดการทีมคนใหม่ของยูเวนตุส ได้แสดงความต้องการที่จะเซ็นสัญญากับ ยาคุบ คิวิออร์ เซนเตอร์แบ็คทีมชาติโปแลนด์ของอาร์เซน่อล โดยทีมปืนใหญ่ตั้งค่าตัวนักเตะไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านยูโร ซึ่งทางยูเว่มองว่ายังเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป แล้วอาร์เซน่อลอาจจะลดค่าตัวของนักเตะลงในช่วงท้ายๆ ของตลาดนักเตะซัมเมอร์
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ พูดถึงสถานการณ์เกี่ยวกับอนาคตของ ชิโด โอบี-มาร์ติน กองหน้าอนาคตไกลวัย 16 ปีของอาร์เซน่อล เขากล่าวว่า: "ผมได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของ โอบี-มาร์ติน ว่ายังคงเปิดกว้าง บาเยิร์น และดอร์ทมุนด์ แสดงความสนใจนักเตะมานานนับเดือนแล้ว แต่อาร์เซน่อลก็ยังพยายามที่จะจับนักเตะต่อสัญญาฉบับใหม่ และรั้งเขาไว้กับทีม ดังนั้นรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า"
- โลร็องต์ กอสเซียลนี่ อดีตปราการหลังของอาร์เซน่อล ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรลอริยองต์ ก่อนหน้านี้เขาทำหน้าที่เป็นเฮดโค้ชทีม U17 ของลอริยองต์
-
ชาร์ล วัตต์ นักข่าวสายอาร์เซน่อล บอกว่า อาร์เซน่อล ไม่ได้มีอาการตื่นตระหนก เกี่ยวกับการตัดสินใจของ เบนจามิน เซสโก้ ที่ตัดสินใจอยู่เล่นกับไลป์ซิกต่อไป อาร์เซน่อลยังคงอยู่ในตลาดสำหรับการมองหาผู้เล่นแนวรุกเข้ามาเพิ่ม พวกเขาเตรียมเบนความสนใจมาหา โจซัว เซิร์กซี กองหน้าของโบโลญญ่า แม้ว่าทางเอซี มิลาน กำลังพยายามอย่างหนักในการปิดดีลคว้าเซิร์กซี
-
-
Telegraaf สื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ รายงานข่าวว่า ลุตชาเรล เกียร์ทรุยดา ฟูลแบ็คอเนกประสงค์ของเฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม กำลังมองหาทีมใหม่ เพราะสัญญาของเขาเหลืออีกเพียงแค่ปีเดียว อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สามทีมดังจากอังกฤษ ให้ความสนใจในตัวนักเตะ ด้วยความอเนกประสงค์ที่สามารถเล่นทั้งทุกตำแหน่งในแผงแบ็คโฟร์ และเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเขายิงไป 9 ประตูกับ 5 แอสซิท จาก 47 เกมส์
จัสติน บิจโลว์ ผู้รักษาประตูวัย 26 ปี ของเฟเยนูร์ด เป็นอีกคนที่คาดว่าจะย้ายไปเล่นในพรีเมียร์ลีกช่วงซัมเมอร์นี้ อาร์เซน่อล และลิเวอร์พู มองเขาเป็นตัวเลือกในตำแหน่งมือสองที่สามารถพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับทีมได้
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ไปพูดในรายการ United Stand เกี่ยวกับการความคืบหน้าอนาคตของ เบนจามิน เซสโก้ กองหน้าเนื้อหอมของแอร์เบ ไลป์ซิก โดยเขาบอกว่า: "อาร์เซน่อล, แมนยู และเชลชี สามสโมสรกำลังอยู่ในการแข่งขันแย่งตัว เบนจามิน เซสโก้ ทางไลป์ซิกเองก็ยังสู้เพื่อรั้งนักเตะไว้ ผมคิดว่าเขาจะตัดสินใจเร็วๆ นี้ ผมไม่คิดว่ามันจะลากยาวไปถึงเดือนกรกฏาคม หรือสิงหาคม"
"ผมคาดว่าเซสโก้จะตัดสินใจในเร็วๆ นี้ ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เขาจะตัดสินใจก่อนยูโรจะเริ่มขึ้น มันขึ้นอยู่กับตัวนักเตะ ดังนั้นเราจะรอดู ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นบทสรุปกันไม่เกินเดือนมิถุนายนนี้"
-
Jordan Cronin นักข่าวจาก Newcastle World บอกว่า ปารีส แซงต์แชร์กแม็ง และอาร์เซน่อล ที่มีข่าวเชื่อมโยงกับ บรูโน่ กิมาไรซ์ แต่พวกเขาได้ถอยออกจากการเจรจาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ให้ความสนใจนักเตะอย่างจริงจังเช่นกัน แต่พวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงิน 100 ล้านปอนด์ เพื่อฉีกสัญญากับนักเตะ
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ บอกว่ายูเวนตุส และแอสตัน วิลล่า เตรียมพูดคุยเกี่ยวกับ ดักกลาส ลุยซ์ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทางเดียวที่ดีลนี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีนักเตะของยูเวนตุสเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอด้วย โดยเป็นที่เข้าใจว่า ซามูเอล อีลิง-จูเนียร์ กองหน้าวัย 20 ปี รวมถึง เวสตัน แม็คเคนนี่ จะเป็นออปชันที่จะเกี่ยวข้องกับดีลนี้
-
Daniele Longo นักข่าวชาวอิตาเลี่ยน บอกว่า เอซี มิลาน บรรลุข้อตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ โยชัว เซิร์กซี กองหน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์ของโบโลญญ่าแล้ว โดยเขาจะเว็นสัญญายาว 5 ปี รับค่าเหนื่อยปีละ 4 ล้านยูโร และทางมิลาน จะมีการจ่ายค่าฉีกสัญญา 40 ล้านยูโรของนักเตะในเร็วๆ นี้
-
AcademyScoop บาเยิร์น มิวนิค เจรจาคืบหน้าในการเซ็นสัญญา ชิโด้ โอบี-มาร์ติน กองหน้าอนาคตไกลของอาร์เซน่อล ดาวยิงวัย 16 ปี ทำลายสถิติในระดับ U18 ด้วยการยิงไป 32 ประตูเมื่อฤดูกาลก่อน กองหน้าโคนม ได้ปฏิเสธสัญญาทุนที่อาร์เซน่อลยื่นให้ในสัปดาห์นี้ และเตรียมย้ายออกจากทีมในซัมเมอร์นี้
-
เจมส์ แม็คนิโคลัส นักข่าวสายอาร์เซน่อลจาก The Athletic เปิดเผยว่า อาร์เซน่อล ยังคงเจรจาในนาทีสุดท้ายเพื่อหวังรั้ง คาร์ล ไฮน์, อมาริโอ โคเซอร์-ดูเบอร์รี่ และรูเอลล์ วอลเตอร์ ให้อยู่กับทีมต่อไป โดยทั้งหมดกำลังจะหมดสัญญากับทีมในวันที่ 30 มิถุนายนนี้
โดยเฉพาะในรายของ รูเอลล์ วอลเตอร์ ที่ดูมีความแน่วแน่ในความมุ่งมั่นที่จะออกจากทีม เพื่อมองหาโอกาสในการลงเล่นกับทีมชุดใหญ่กับสโมสรอื่น แต่อาร์เซน่อลยังคงมองโลกในแง่ดีว่าจะสามารถโน้มน้าวให้นักเตะทั้ง 3 คน ในการทบทวนเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่กับอาร์เซน่อล
-
อาร์เซน่อลมีนักเตะ 11 นักเตะไปเล่นฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 ที่จะเปิดฉากขึ้นในวันศุกร์นี้
> บูคาโญ ซาก้า, เดแคลน ไรซ์ และแอรอน แรมส์เดล (ทีมชาติอังกฤษ)
> ไค ฮาแวร์ตซ์ (ทีมชาติเยอรมัน)
> วิลเลี่ยม ซาลิบา (ทีมชาติฝรั่งเศส)
> จอร์จินโญ่ (ทีมชาติอิตาลี)
> เลอันโดร ทรอสซาร์ (ทีมชาติเบลเยี่ยม)
> ยาคุบ คิวิออร์ (ทีมชาติโปแลนด์)
> โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ (ทีมชาติยูเครน)
> คีแรน เทียร์นี่ย์ (ทีมชาติสก็อตแลนด์)
-
The Times แกเร็ต เซาเกตต์ ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ กำลังพิจารณาอย่างจริงจังในการให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อโนลด์ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในแดนกลางคู่กับ เดแคลน ไรซ์ ในเกมส์นัดเปิดสนามยูโร 2024 กับทีมชาติเซอร์เบีย ขณะที่ บูคาโญ ซาก้า กับฟิล โฟเด้น จะได้ออกสตาร์ทในตำแหน่งริมเส้นของทีมชาติอังกฤษ
-
Telegraaf สื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ รายงานข่าวว่า ลุตชาเรล เกียร์ทรุยดา ฟูลแบ็คอเนกประสงค์ของเฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม กำลังมองหาทีมใหม่ เพราะสัญญาของเขาเหลืออีกเพียงแค่ปีเดียว อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สามทีมดังจากอังกฤษ ให้ความสนใจในตัวนักเตะ ด้วยความอเนกประสงค์ที่สามารถเล่นทั้งทุกตำแหน่งในแผงแบ็คโฟร์ และเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเขายิงไป 9 ประตูกับ 5 แอสซิท จาก 47 เกมส์
-
กองกลาง ผมว่าเรากำลังรอโอกาส ตรงที่บรรดาทีมอย่าง วิลล่า นิวคาสเซิ่ล เอฟเวอร์ตัน กำลังเจอกดดันจาก PSR ให้จำเป็นต้องขายนักเตะให้ทัน 30 มิถุนายน มันมีโอกาสที่จะกดราคานักเตะได้แล้วถ้าดักกลาส ลุยซ์ ราคาตามนี้จริง 50 ล้านปอนด์ ถือว่าไม่แพงโอเวอร์จนเกินไป หรือโอนาน่า ก็อยู่ในเรต 30-40 ล้าน รวมถึง บรูโน่ จี ถ้านิวจำเป็นต้องขาย ก็น่าจะต้องยอมปล่อยด้วยตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าฉีก 100 ล้าน -
-
Sky Sport อาร์เซน่อล ต้องการดึงกองหน้าอายุน้อย ที่สามารถพัฒนาฝีเท้าไปพร้อมกับทีมได้ ทำให้พวกเขาเบนความสนใจจาก อเล็กซานเดอร์ อิซัค และไอแวน โทนี่ย์ นอกจากนี้ทาง Sky Sport ยังบอกว่า อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจับตามองสถานการณ์ของ โจซัว เซิร์กซี กองหน้าของโบโลญญ่าอย่างใกล้ชิด แม้ว่าเวลานี้ทางเอซี มิลาน กำลังรุกหนักในการเซ็นสัญญากับกองหน้ารายนี้ไปร่วมทีม โดยดาวยิงวัย 23 ปี มีค่าฉีกสัญญา 34 ล้านปอนด์
-
Give Me Sport อาร์เซน่อล ยังเชื่อว่าพวกเขายังเป็นตัวเต็งที่จะเซ็นสัญญา เบนจามิน เซสโก้ มาล่าตาข่าย โดยทางเอเยนต์ของนักเตะระบุว่าจะมีการตัดสินใจก่อนที่ยูโร 2024 จะเริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์นี้ การต่อสัญญากับไลป์ซิกยังไม่ถูกตัดออกไปจากตัวเลือก เนื่องจากก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน
-
เบน จาค็อบส์ บอกว่าอาร์เซน่อล ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจในการเลือกเป้าหมายในตำแหน่งกองหน้า แต่ชัดเจนในเรื่องโปรไฟล์ที่พวกเขามองหา และพวกเขารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทีมขาดไป นอกจากเซสโก้แล้ว อาร์เซน่อลยังพิจารณา ไอแวน เฟอร์กูสัน กองหน้าของไบรท์ตัน และวิคตอร์ เกียวเกเรส กองหน้าของสปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่พวกเขาได้ตัดชื่อ ไอแวน โทนี่ย์ ออกไปแล้ว และแม้ว่าพวกเขาจะมีข่าวเชื่อมโยงกับ วิคเตอร์ โอซินเฮน แต่ค่าตัวของนักเตะสูงมาก
แน่นอนว่าตลาดนักเตะยังอยู่อีกยาวนาน แต่อาร์เซน่อลกำลังให้ความสำคัญกับการเซ็นสัญญากับผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าในเวลานี้
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวที่ว่า แอสตัน วิลล่า พร้อมปล่อย ดักกลาส ลุยซ์ ออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อช่วยให้ทีมรอดพ้นจาก PSR เขากล่าวว่า: "ดักกลาส ลุยซ์ มีโอากสย้ายออกจากแอสตัน วิลล่า เขาได้รับความชื่นชมจากอาร์เซน่อลมาตลอด และเกือบจะย้ายไปอยู่กับทีมปืนใหญ่เมื่อสองปีก่อน ต้องรอดูว่าพวกเขาจะหันกลับมาสนใจนักเตะอีกครั้งหรืไม่ แต่เวลานี้อาร์เซน่อลยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในดีลนี้"
-
Lancenet สื่อของบราซิล บอกว่า ดักกลาส ลุยซ์ กองกลางทีมชาติบราซิลของแอสตัน วิลล่า กลายเป็นเป้าหมายของอาร์เซน่อล และยูเวนตุส หลังจากวิลล่า ถูกบีบว่าต้องมีการขายผู้เล่นบางคนออกไปให้ได้ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากพวกเขามีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะละเมิดกฏการเงินของพรีเมียร์ลีก (PSR) คาดว่าดีลนี้จะอยู่ที่ราว 50 ล้านปอนด์
-
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ยังพูดถึงอนาคตของ เฟเดริโก เคียซ่า ปีกทีมชาติอิตาลีของยูเวนตุส ที่อาร์เซน่อลก็ตกเป็นข่าวเชื่อมโยง เขาบอกว่า: "เอเยนต์ของนักเตะจะไปที่อิตาลีในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อพูดคุยถึงทางเลือกทั้งหมดกับอนาคตของนักเตะ ยูเวนตุส พร้อมปล่อยหากได้ข้อเสนอที่ดี กับสัญญาที่เหลืออีกแค่ปีเดียว ยังไม่มีการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย และยังคงอยู่ในช่วงต้นๆ เท่านั้น"
-
The Sun อาร์เซน่อล ตั้งค่าตัวของ แอรอน แรมส์เดล ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษไว้ราว 50 ล้านปอนด์แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะตอบรับเงื่อนไขเงินการันตี 40 ล้านปอนด์ รวมโบนัสตามผลงานของนักเตะกับต้นสังกัดใหม่
-
The Sunday Post อาร์เซน่อล พร้อมจะปล่อยตัว คีแรน เทียร์นี่ย์ แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ออกจากทีมด้วยค่าตัวเพียง 10 ล้านปอนด์เท่านั้นในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งถือเป็นค่าตัวเพียงครึ่งเดียวจากตอนที่พวกเขาเซ็นเทียร์นี่ย์ มาจากกลาสโกว์ เซลติก
-
Cabine Desportiva สื่อของโปรตุเกส เอฟซี ปอร์โต้ กำลังพิจารณาที่จะดึง ฟาบิโอ วิเอร่า กลับมาร่วมทีมอีกครั้ง โดยกองกลางวัย 24 ปี ต้องการย้ายออกจากอาร์เซน่อลเช่นกัน เพื่อมองหาโอกาสในการลงเล่นอย่างต่อเนื่อง
A BOLA สื่ออีกสำนักของโปรตุเกส ก็รายงานในทิศทางเดียวกันว่าทางปอร์โต้ สนใจที่จะดึง วิเอรา กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถแจ้งเกิดในถิ่นเอมิเรสต์ สเตเดี้ยมได้ โดยวิเอร่าย้ายจากปอร์โต้ไปอยู่กับอาร์เซน่อลด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ เมื่อสองปีก่อน
-
สโมสรเรอัล มาดริด ส่งเทียบเชิญสโมสรอาร์เซน่อล, เอซี มิลาน และกาลาตาซาราย มาร่วมการแข่งขันเบอร์นาบิว คัพ ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม แต่ทางอาร์เซน่อลยังไม่มีการยืนยันว่าจะเข้าร่วมการแข่งขันด้วยหรือไม่
-
ซานติ การ์ซอล่า อดีตกองกลางของอาร์เซน่อลวัย 39 ปี ที่เตรียมประกาศแขวนสตั๊ดในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยปัจจุบันเขากลับไปเล่นให้กับเรอัล โอเบียโด ซึ่งเขาได้พูดถึงโอกาสที่จะกลับไปร่วมงานกับ มิเกล อาร์เตต้า ในฐานะสต๊าฟโค้ชที่อาร์เซน่อล
เขากล่าวว่า: "ผมมีความรักที่พิเศษมากๆ กับอาร์เซน่อล ผมมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม 6 ปีที่นั่น และผมรู้ว่าทุกคนรักผมมากแค่ไหน แน่นอนผมเคยร่วมงานกับ มิเกล อาร์เตต้า และตอนนี้เขาเป็นผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล ใช่เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้สนใจเรื่องอื่น นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมกับโอเบียโด และยังคงสนุกในฐานะผู้เล่นต่อไป หลังจากนั้นเราจะได้เห็นว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรสำหรับผม ชัดเจนว่าอาร์เซน่อลเป็นสโมสรที่เปิดประตูให้ผมกลับไปเสมอ"
-
Sky Sport อาร์เซน่อล ต้องการดึงกองหน้าอายุน้อย ที่สามารถพัฒนาฝีเท้าไปพร้อมกับทีมได้ ทำให้พวกเขาเบนความสนใจจาก อเล็กซานเดอร์ อิซัค และไอแวน โทนี่ย์ นอกจากนี้ทาง Sky Sport ยังบอกว่า อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจับตามองสถานการณ์ของ โจซัว เซิร์กซี กองหน้าของโบโลญญ่าอย่างใกล้ชิด แม้ว่าเวลานี้ทางเอซี มิลาน กำลังรุกหนักในการเซ็นสัญญากับกองหน้ารายนี้ไปร่วมทีม โดยดาวยิงวัย 23 ปี มีค่าฉีกสัญญา 34 ล้านปอนด์
-

ในเกมส์เอฟเอ คัพระหว่างอาร์เซน่อล กับลิเวอร์พูล เราได้เห็นรูปแบบการทุ่มบอลของอาร์เซน่อล ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักกับทีมอื่น ในฤดูกาลนี้เราได้เห็นการทุ่มบอลรูปแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันกลายเป็นเอกลักษณ์ของสโมสรไปแล้ว
แนวความคิดพื้นฐาน คือ ให้นักเตะวิ่งเคลื่อนที่ไปตามเส้นหลัง โดยเริ่มจากบริเวณใกล้กับมุมธง แล้วจากนั้นจะพลิกหนีเข้าไปยังกรอบเขตโทษ ขณะที่คนทุ่มก็จะพยายามทุ่มบอลไปยังเส้นกรอบเขตโทษ 18 หลา เราสามารถเรียกวิธีการนี้ได้ว่าคือ "Cutback Throw-in"

มีแนวความคิดหลักอยู่ 2-3 อย่าง ในการเล่นแบบนี้ หนึ่งคือคุณจะไม่ถูกจับล้ำหน้าจากการทุ่มบอล ซึ่งหมายความว่าคนรับบอลสามารถไปอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยทำให้แน่ใจว่าตัวประกบ จะไม่สามารถเห็นคนรับบอล และลูกบอลที่จะพุ่งเข้ามาได้ในเวลาเดียวกัน
อีกอย่างคือ คนรับบอลจะไปอยู่ใน Cutback Zone โดยมองเห็นภาพรวมของสนาม เพื่อที่จะส่งบอลอันตรายไปในเขตโทษ เพื่อให้ผู้เล่นอีกคนวิ่งเข้ามาทำประตู

โดยปกติแล้วผู้เล่นที่รับลูกทุ่ม ต้องการเวลา และพื้นที่ในการควบคุมบอล แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอาร์เซน่อล คนเปิดบอลสามารถเปิดบอลในจังหวะแรกให้กับคนที่ใกล้ที่สุด เมื่อพิจารณาถึงวิธีการทุ่มบอลไปยัง Cutback Zone มันน่าแปลกใจเล้กน้อยว่าไม่มีใครพยายามทำบ่อยเท่ากับอาร์เซน่อล
ทุกรายการที่อาร์เซน่อลงสนามในฤดูกาล ลูกทีมของมิเกล อาร์เตต้า พยายม ที่จะทุ่มบอลเข้าพื้นที่ Cutback Zone คิดเป็น 17% จากการได้ทุ่มบอลแถวพื้นที่กรอบเขตโทษของคู่แข่ง มากกว่าสองเท่าของทีมอื่นในพรีเมียร์ลีก, ลาลีกา และแชมเปี้ยนชิพ

Thomas Gronnemark ผู้เชี่ยวชาญด้านการทุ่มบอล เคยทำงานกับเบรนท์ฟอร์ด และลิเวอร์พูล โดยเขาไม่เชื่อว่าการซ้อมป้องกันลูกทุ่มไม่เหมือนกับการป้องกันลูกเตะมุม หรือฟรีคิก ที่คุณสามารถซ้อม 2-3 รูปแบบเดิมเป็นกิจวัตร โดยกำหนดเป้าหมายไปที่ผู้เล่นคนเดิมในแต่ละครั้ง แต่การทุ่มบอลเหมือนการเล่นบาสเกตบอล ซึ่งทีมมี่มีลูกบอล จะมีเวลาในการหมุมเพื่อสร้าง และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ต่างๆ ได้
"ใช่ ความมหัศจรรย์สำหรับผม ในการทุ่มบอลแบบ Cutback อาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากคุณกำลังมองหาเพียงแค่สิ่งนั้น มันง่ายมากที่จะตามประกบ"
อาร์เซน่อล มีวิธีการที่หลากหลายสำหรับการทุ่มบอลแบบ Cutback ในตัวอย่างแรกเกมส์กับลิเวอร์พูลในเอฟเอ คัพ บูคาโญ ซาก้า วิ่งไปที่กรอบเขตโทษ ขณะที่ไค ฮาแวร์ตซ์ เคลื่อนดึงคู่แข่งออกมาจากกรอบเขตโทษ มันช่วยสร้างและเปิดพื้นที่ให้กับ มาร์ติน โอเดการ์ด ตัวที่จะวิ่งไปรับบอลเข้าสู่กรอบเขตโทษ
30 วินาทีต่อมา พวกเขาทำมันอีกครั้ง จากตำแหน่งเดิม แต่ครั้งนี้ เป็นการใช้วิธีหมุนวน โดยมีซาก้าที่อยู่ใกล้กับมุมธง วิ่งวนกลับเข้ามาหาคนทุ่มบอล ขณะที่โอเดการ์ดก็พลิกตัววนไปยังพื้นที่ว่าง เพื่อเข้าไปยังจุดนัดพบ
ในช่วงท้ายเกมส์ อาร์เซน่อลทุ่มบอลอย่างรวดเร้ว เพื่อสร้างรูปแบบ Cutback ที่เรียบง่ายด้วยตัวคนเดียว ซึ่งแฟนอเมริกัน ฟุตบอล มักจะเรียกว่าเป็น Fade Route มาร์ติเนลลี่ โยนบอลกลับไปให้เพื่อน แล้วตัวเองก็ออกวิ่งไปยังจุดรับบอลตรง Cutback Zone ทันที


สิ่งที่ทั้งสามตวอย่างมีความเหมือนกัน คือการที่คู่แข่งจะขาดการป้องกันไปชั่วคราว เนื่องจากโครงสร้างการยืนโซนไม่ดี "กองหลังหนึ่งคนที่ยืนอยู่โดดเดี่ยว แล้วมีตัวประกอบที่อยู่ห่าง 12 หรือ 15 เมตร ตรงหน้าเขา และด้านหลังเขา มันแทบจะเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้เลยในการป้องกัน" Gronnemark กล่าว
เมื่อผู้เล่นพยายามป้องกันพื้นที่ขนาดนั้น จากสองทิศทาง การไม่มีจุดบอดเลยเป็นเรื่องที่ยากมาก "เราให้ความสำคัญกับการสแกนเป็นอย่างมาก เมื่อคุณเป็นคนออกบอลในฐานะผู้เล่นเกมส์รุก แต่การสแกนในเกมส์รับก็สำคัญไม่แพ้กัน"
เขาบอกอีกว่าการทุ่มบอลแบบ Cutback จะได้ผลดีที่สุดเมื่อการเคลื่อนที่ คือการทำให้กองหลังเสียสมาธิ และลืมตรวจสอบคนที่จะวิ่งไปรับบอลซึ่งอยู่ด้านหลังของตัวเอง
บางครั้งคุณอาจเห็นอาร์เซน่อล ใช้วิธีการที่หมิ่นเหม่กับการทำผิดกฏ ด้านการสกรีนผู้เล่นฝั่งตรงข้าม เพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้กับคนวิ่งไปรับบอล อย่างในเกมส์ที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โอเดการ์ด ทำหน้าที่สกรีนกวาดิโอล ทำให้เฆซุสมีพื้นที่ว่างในการเข้าไปรับบอล

ด้วยวิธีการทุ่มบอลแบบ Cutback ตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี่แล้วทำให้เกิดเป็นประตูคือ เกมส์ชนะลูตัน ทาวน์ 4-3 ประตูแรกของอาร์เซน่อล เริ่มจากเฆซุส ที่ทุ่มบอล Cutback ไปให้กับซาก้า ก่อนที่เขาจะจ่ายบอลเข้ากลางให้มาร์ติเนลลี่ยิงเข้าประตูไป หรือจังหวะได้จุดโทษในเกมส์ชนะล็องส์ 6-0 ก็มาจากวิธีการทุ่มบอลแบบนี้
มันเป็นวิธีการและรายละเอียดที่อาร์เซน่อล ดึงเข้ามาเพิ่มทางเลือกในการสร้างความได้เปรียบในการเล่นเกมส์รุก ไม่แปลกใจว่าทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นทีมที่ถูกเรียกว่าเป็น "Dead-ball specialist"
-

ฤดูกาลนี้ เราได้เห็นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีการหักคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับทีมที่ละเมิดกฏเกณฑ์ทางการเงิน เอฟเวอร์ตันโดนตัด 10 คะแนนในเดือนพฤศจิกายน และอาจจะไม่ใช่ทีมสุดท้ายที่จะเจอในฤดูกาลนี้
จอห์น เมอร์เทอห์ ผู้อำนวยการของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความคิดเห็นเมื่อไม่นานมานี่ ว่าเราจะได้เห็นในฤดูกาล 2023/24 หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกจะต้องให้ความสนใจอย่างจริงจังกับกฏเกณฑ์การเงินของพรีเมียร์ลีก
ดังนั้น FFP ของพรีเมียร์ลีกคืออะไร และหากมีการละเมิดกฏจะโดนลงโทษอย่างไร?
อันดับแรกคือ FFP เป็นโครงสร้างของทางยูฟ่า (UEFA) กล่าวคือ เป็นกฏระเบียบทางการเงินขององค์กรปกครองฟุตบอลยุโรป ขณะที่พรีเมียร์ลีกเรียกมันว่า กฏการทำกำไรและความยั่งยืน (P&S) ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างฤดูกาล 2015/16 ขณะที่ยูฟ่า มีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป ซึ่งจะบังคับใช้กับสโมสรที่เข้าร่วมการแข่งยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก, ยูโรป้าลีก และยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก
พรีเมียร์ลีก สามารถขาดทุนได้ 15 ล้านปอนด์ ตลอดระยะเวลาในการติดตามสามปี โดยสามารถขาดทุนได้มากถึง 105 ล้านปอนด์ ตราบใดที่ส่วนต่าง 90 ล้านปอนด์ได้รับการคุ้มครองโดยเงินทุนที่มีความปลอดภัยจากเจ้าของสโมสร กล่าวคือ โดยการซื้อกิจการ ซื้อหุ้นมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การให้สโมสรยืมเงินเพียงอย่างเดียว
และเนื่องจากการขาดทุนครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลระหว่างฤดูกาล 2019/20 และ 2020/21 เมื่อแต่ละสโมสรต้องลงเล่นแบบปิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยงบประมาณจะถูกรวมเข้าด้วยกันและค่าเฉลี่ย สโมสรยังสามารถตัดขาดทุนที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีดังกล่าวได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังสามารถลดหย่อนเพิ่มเติมได้สำหรับเงินลงทุนที่ส่งผลประโยชน์ในระยะยาว เช่น การพัฒนานักเตะเยาวชน การพัฒนาฟุตบอลหญิง และงานพัฒนาชุมชนต่างๆ
กฏเกณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเร็วๆ นี้เป็นอย่างไร?
ก่อนหน้านี้ หากการประเมินของ P&S บันทึการขาดทุนจำกัดที่ 15 ล้านปอนด์ในช่วงเวลา 3 ปี สโมสรต่างๆ จะต้องให้ข้อมูลทางการเงินในอนาคตสำหรับสองฤดูกาลถัดไปภายในวันที่ 31 มีนาคม ก่อนที่จะส่งหลักฐานเงินทุนที่มีความปลอดภัยเพื่อชดเชยการขาดทุนที่เกิดขึ้น
แต่ไทม์ไลน์นี้ ทำให้ยากสำหรับการละเมิดกฏอย่างร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในฤดูกาลเดียวกัน
ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่ สโมสรต้องส่งบัญชีสำหรับฤดูกาล 2022/23 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม แทนที่จะเป็นเดือนมีนาคม หากพบว่าสโมสรใดละเมิดกฏจะได้รับการยืนยันในวันที่ 15 มกราคม ส่วนการอุทธรณ์บทลงโทษ จะต้องได้บทสรุปภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 5 วันก่อนเกมส์นัดสุดท้ายของฤดูกาล
"ช่องโหว่เชลชี" ได้ถูกทำการปิดแล้วเช่นกัน หลังจากพรีเมียร์ลีกดำเนินปรับกฏเกณฑ์ตามทางยูฟ่า ที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าสโมสรจะเซ็นสัญญานักเตะระยะเวลายาวแค่ไหนก็ตาม จะสามารถลงในรอบระยะเวลาบัญชี สูงสุดได้ 5 ปี ดังที่เชลชี เซ็นสัญญากับนักเตะอย่าง เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ และมิคไฮลอ มูดริก เป็นระยะเวลา 8 ปีครึ่ง โชคดีสำหรับเชลชี ที่หลักเกณฑ์ใหม่จะไม่มีผลย้อนกลับไปในอดีต
จะเกิดอะไรขึ้นสำหรับสโมสรที่ละเมิดกฏ?
สโมสรที่ขาดทุนเกินขีดจำกัดของ P&S โดยไม่มีเงินทุนที่ปลอดภัยสำหรับชดเชยการขาดทุน สโมสรเหล่านั้นอาจจะโดนบังคับให้ใช้งบประมาณอย่างจำกัด รวมถึงการจำกัดงบในการเสริมทัพด้วย ขณะที่สโมสรที่ฝ่าฝืนขีดจำกัดที่มากกว่า 105 ล้านปอนด์ จะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการอิสระ เพื่อพิจารณาบทลงโทษที่รุนแรงกว่าเช่นการ หักคะแนน
เอฟเวอร์ตัน เป็นทีมแรกที่โดนหักคะแนน 10 คะแนน จากการละเมิดกฏของ P&S ไปแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งทางเอฟเวอร์ตันได้มีการยื่นอุทธรณ์
-

ลูกเปิดไปที่เสาสองของ บูคาโญ ซาก้า แล้วจบด้วยการสอดขึ้นไปโหม่งทำประตูของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่เป็นประตูชัยเหนือเบรนท์ฟอร์ดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มันจะไม่เกิดขึ้นเลย หากปราศจากการมีส่วนร่วมในการขึ้นเกมส์ของ มาร์ติน โอเดการ์ด
จอมทัพกัปตันทีมอาร์เซน่อล ไม่ได้รับความชื่นชมใดๆ สำหรับบทบาทของเขาในจังหวะประตูชัย พาดหัวข่าวต่างมุ่งไปที่ ฮาแวร์ตซ์ ผู้ทำประตู แต่เมื่อเราย้อนกลับไปดูประตูนี้ และเจาะเข้าไปยังรายละเอียดเล็กๆ การตัดสินใจด้วยความละเอียดอ่อนของโอเดการ์ด ทำให้เกิดความแตกต่าง
เขารับบอลถูกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของเบรนท์ฟอร์ด เขามีออปชันที่จะจ่ายบอลแบบง่ายๆ ไปให้กับซาก้าที่อยู่ทางขวามือ แทนที่จะเลือกออกบอลทันที เขากลับพยายามเลี้ยงบอลเข้ากรอบเขตโทษ เป็นการดึงผู้เล่นสองคนของคู่แข่งเข้ามาหาเขา จากนั้นเขาส่งบอล หลังจากที่มีพื้นที่มากพอแล้วสำหรับให้ซาก้าได้เปิดบอล มันอาจไม่ใช่การเล่นที่ไปสะดุดตาใครต่อใคร แต่มันสำคัญต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามโอเดการ์ด พบว่าฤดูกาลนี้เขาเจอกับความยากลำบาก และความท้าทายที่มากกว่าที่ตัวเขาคิดเอาไว้....
อันดับแรก คือเรื่องสภาพร่างกาย ปีก่อนเขาพลาดลงสนามในพรีเมียร์ลีกไปแค่นัดเดียว และได้สตาร์ทตัวจริง 37 จาก 38 เกมส์ มาฤดูกาลนี้เขามีปัญหาบาดเจ็บที่สะโพก และได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ ทำให้เขาพลาดลงเล่นในลีก 3 นัดติดต่อกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็กัดฟันเล่น ทั้งๆ ที่มีปัญหาเจ็บที่สะโพกมาหลายสัปดาห์แล้ว
เรื่องที่สอง มาจากผลกระทบในวิวัฒนาการของทีมอาร์เซน่อล ทีมของอาร์เตต้า ไม่ได้เหมือนเดิมกับปีก่อน ในการผงาดขึ้นนำจ่าฝูงของตารางคะแนนจากเกมส์รุกที่รวดเร็ว ฟุตบอลเกมส์รุกเต็มรูปแบบ ฤดูกาลนี้พวกเขาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ 1-0 ไปแล้ว 4 นัด จากปีก่อนทั้งฤดูกาลพวกเขามีสกอร์ 1-0 แค่ 3 นัดเท่านั้น
อาร์เซน่อล ปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นด้วยการเน้นการควบคุมเกมส์ที่มากขึ้น นั่นทำให้ชีวิตของจอมทัพวัย 24 ปียากขึ้นกว่าเดิม และเป็นเหยื่อในการวิวัฒนาการดังกล่าว รวมถึงวิธีการป้องกันของคู่แข่งที่เจอกับอาร์เซน่อลนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกมส์รุกของอาร์เซน่อล มีพื้นที่ลดลงจากปีก่อน คู่แข่งมักจะถอยลงไปตั้งรับลึกใ มีความหนาแน่นมากขึ้นบริเวณกรอบเขตโทษ และโอเดการ์ด ก็ถูกประกบแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
ตัวชี้วัดของการไม่มีพื้นที่ว่างด้านหลังแนวรับของคู่แข่ง สามารถดูได้จากสถิติการจ่ายบอลทะลุช่องของโอเดการ์ด ปีนี้เขาจ่ายบอลทะลุช่องสำเร็จเพียงแค่หนเดียวจากความพยายาม 6 ครั้ง เทียบกับปีก่อน เขาจ่ายบอลทะลุช่องสำเร็จ 13 จาก 25 ครั้ง
อีกหนึ่งกุญแจสำคัญคือ อาร์เซน่อล มีปัญหาในการยิงประตูในช่วงต้นเกมส์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่พวกเขาได้เจอเกมส์ที่เปิดมากกว่านี้เมื่อฤดูกาลก่อน พวกเขาจำเป็นที่จะต้องกดดันคู่แข่งในช่วงไม่กี่นาทีแรกให้ดุดันมากขึ้น
ฤดูกาล 2022/23 อาร์เซน่อลยิงได้ 19 ประตูในช่วง 20 นาทีแรกของเกมส์ (คิดเป็น 22% จากประตูทั้งหมดที่ทำได้) ในฤดูกาลนี้ผ่านไป 13 เกมส์ อาร์เซน่อล ทำได้แค่ประตูเดียวในช่วง 20 นาทีแรกของเกมส์ (คิดเป็น 4% จากประตูทั้งหมดที่ทำได้)
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เกมส์เดียวที่อาร์เซน่อลขึ้นนำเร็ว คือนัดที่เจอบอร์นมัธในเดือนกันยายน เกมส์นั้นโอเดการ์ดเล่นได้โดดเด่นมาก รวมถึงเกมส์กับพีเอสวี ในแชมเปี้ยนลีก ที่อาร์เซน่อลทำได้สองประตูในช่วง 21 นาทีแรก
ปัจจัยที่สาม คือการเปลี่ยนแปลงในแผงกลางของอาร์เซน่อล กรานิต ชาคา ถูกแทนที่ด้วย ไค ฮาแวร์ตซ์ ขณะที่ตำแหน่งของโธมัส ปาร์เตย์ ที่ถือว่าเป็นแกนหลักตรงกลางของทีม ก็มี เดแคลน ไรซ์ เข้ามาแทน
ไรซ์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมาก แต่เขายังไม่ได้ทดแทนปาร์เตย์ ในเรื่องของความเข้าใจในการเคลื่อนที่ของโอเดการ์ด ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ กับการขึ้นเกมส์รุกของอาร์เซน่อลเมื่อฤดูกาลก่อน ปาร์เตย์ส่งบอลไปที่เท้าของโอเดการ์ด เฉลี่ย 8.5 ครั้งต่อเกมส์ แต่ปีนี้ ไรซ์ จ่ายบอลไปให้โอเดการ์ดแค่ 5.2 ครั้งต่อเกมส์เท่านั้น
คำพูดสุดคลาสิกที่ว่า "Class being permanent" ไม่มีข้อสงสัยหรืออะไรที่โอเดการ์ดต้องพิสูจน์อีกแล้ว เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลของอาร์เซน่อล รวมถึงปลอกแขนกัปตันทีมที่สวมอยู่ แต่เขาอาจจะต้องปรับเปลี่ยนด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป และอาจจะน่าตื่นเต้นน้อยลง
อาร์เตต้ากล่าวว่า: "เขาเป็นผู้เล่นที่ชาญฉลาด เขาจะหาทางเจอในที่สุด"
-
คำตอบในปัญหาตำแหน่งหมายเลข 8 ฝั่งซ้ายของอาร์เซน่อล อาจไม่ต้องลงตลาดหรือไม่?
โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ เล่นกองกลางฝั่งซ้ายให้กับทีมชาติยูเครน ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลก่อน อาร์เตต้าเคยบรรยายถึงชินเชนโก้ว่าเป็น "กองกลาง ที่เล่นฟูลแบ็ค" แต่ทว่า 16 เดือนตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับอาร์เซน่อล เขายังรอคอยโอกาสที่จะได้สตาร์ทในตำแหน่งกองกลาง
แต่ด้วยตำแหน่งกองกลางฝั่งซ้ายของอาร์เซน่อล ยังไม่มีใครเข้ามาแทนที่ กรานิต ชาคา แล้วอาร์เตต้า เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเกมส์รับของชินเชนโก้ ดังนั้นมันน่าจะลองถ้าหากจะขยับเขาขึ้นไปเล่นกองกลางในเกมส์ล่าสุดที่ชนะเบิร์นลี่ย์ 3-1 ตอนที่ฟาบิโอ วิเอร่า โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม เราได้เห็นชินเชนโก้ ขยับขึ้นมาเล่นสูงในช่วงเวลาสั้นๆ เราได้เห็นถึงความลังเลของอาร์เตต้าในการใช้งานชินเชนโก้ในสนาม แม้ว่าอาร์เซน่อล ออกสตาร์ทได้ดีในฤดูกาลนี้ แต่พวกเขาก็ยังมองหาความสมดุลในแดนกลาง
การทดแทนชาคาเป็นเรื่องยาก แม้ว่าช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจากลา เขาฉายแววในยุคของอาร์เตต้า และโดดเด่นมากขึ้นเมื่อถูกขยับขึ้นไปมีส่วนร่วในเกมส์รุกมากขึ้นเมื่อฤดูกาลก่อน นับเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของ ชาคา ในสีเสื้อของอาร์เซน่อล
อาร์เซน่อล ตัดสินใจเซ้นสัญญากับ ไค ฮาแวร์ตซ์ โดยหวังว่าจะเข้ามาเล่นในบทบาทกองกลาง ที่เล่นตัวรุกโดยธรรมชาติ โดยคาดหวังว่าฮาแวร์ตซ์จะช่วยเพิ่มคุณภาพในพื้นที่สุดท้ายที่ดีขึ้น จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันยังไม่เกิดขึ้น เทียบกับฤดูกาลก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน ชาคายิงไป 4 ประตู 3 แอสซิท แต่ฮาแวร์ตซ์ ยังทำประตูจากโอเพ่นเพลย์ไม่ได้เลย แล้วทำไปได้เพียงหนึ่งแอสซิท
วิเอร่า ที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถเข้ามาแข่งขันในตำแหน่งของฮาแวร์ตซ์ หลังจากที่ผ่านประสบการณ์ในลีกอังกฤษมาหนึ่งปีเต็ม แล้วหวังว่ากองกลางชาวโปรตุกีซ จะเริ่มฉายแววในฤดูกาล 2023/24 แต่เขาก็ยังไม่สามารถสร้างอิมแพ็คได้ แล้วล่าสุดก็ไปโดนใบแดงจนทำให้ตัวเองโดนแบน 3 นัด
ตลอดทั้งฤดูกาล กองกลางหมายเลข 8 ฝั่งซ้าย ถูกแทนที่ด้วย เดแคลน ไรซ์ แม้ว่าเขาจะทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ แต่มันไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขา "ตำแหน่งที่ดีที่สุดของผมคือหมายเลข 6" ไรซ์กล่าวหลังเกมส์ชนะเซบีญ่า 2-0
การที่เอาไรซ์มาเล่นหมายเลข 8 ยังทำให้อาร์เซน่อลมีตัวเลือกในตำแหน่งโฮลดิ้งมิดฟิลด์น้อยลง เมื่อใช้จอร์จินโญ่มาเล่นหมายเลข 6 ทำให้เวลานี้บนม้านั่งสำรอง พวกเขาเหลือเพียงแค่ โมหาเหม็ด เอลเนนี่ ขณะที่โธมัส ปาร์เตย์ ก็ต้องพักยาวจนถึงปี 2024 การเอาชินเชนโก้มาเป็นตัวเลือกในแดนกลาง จะช่วยแบ่งเบาภาระของ ไรซ์กับจอร์จินโญ่ ได้ ในช่วงโปรแกรมซุกส่งท้ายปี
ด้วยวิธีการเล่นป้องกันของชินเชนโก้ เขามักจะต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า หรือมีความเร็วมากกว่า เขาจึงมักจะเล่นเสี่ยงและดุดันในการแย่งบอลมาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่หากมันไม่สำเร็จ มันทำให้พื้นที่ของเขาเปิดโล่ง ในการเล่นกองกลาง มันจะทำให้ความเสียหายน้อยกว่าเมื่อเขาเล่นแบ็คซ้าย และอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า ดังตัวอย่างในเกมส์ที่ยูเครนพบกับเวลส์ ในเดือนมิถุนายน 2022
ชินเชนโก้ ขึ้นมาบีบสูง และแย่งบอลจากโจ อัลเล่น กองกลางของเวลส์ ในระยะ 30 หลาจากประตู ก่อนที่เขาจะจบด้วยการยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ

ถ้าหากชาคา มีจุดอ่อนในความคล่องตัว และการเล่นในพื้นที่แคบๆ นั่นคือหนึ่งในจุดเด่นของชินเชนโก้ อย่างเกมส์ที่เขาเล่นให้ยูเครน เจอกับสก็อตแลนด์ เขาสามารถเลี้ยงแหวกเข้าตรงกลางระหว่างผู้เล่นสก็อตแลนด์ ทำให้เกิดช่องว่าง ที่เขาแทงบอลทะลุไปให้กับเพื่อนร่วมทีม

การจ่ายบอลทะลุช่อง หรือการจ่ายบอลแบบได้เสีย เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่คุณค่า และเราได้เห็นเขาแสดงมันมาตลอดกับการขยับเข้ามาเล่น Inverted fullback ให้กับอาร์เซน่อล ในเกมส์ที่พบกับอาร์เมเนีย ชินเชนโก้มีทั้งเวลาและพื้นที่ บริเวณ Half Space ฝั่งซ้ายของสนาม
ขณะที่มิคไฮลอ มูดริก กำลังวิ่งไปด้านข้าง ชินเชนโก้ พาบอลขึ้นหน้า ก่อนที่จ่ายบอลทะลุระหว่างสองผู้เล่นอาร์เมเนีย ไปให้กับมูดริก ที่วิ่งเข้าสู่กรอบเขตโทษ การเล่นแบบนี้

อีกหนึ่งตัวอย่าง เขาพาบอลจากหน้ากรอบเขตโทษของตัวเอง ก่อนที่จะจ่ายบอลทะลุช่องไปให้กับ Artem Dovbyk กองหน้าของคิโรน่า
ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดคือสิ่งที่อาร์เซน่อลขาดไปในตำแหน่งแดนกลาง และการที่มี ไรซ์, ชินเชนโก้ กับโอเดการ์ด ในตำแหน่งกองกลางจะช่วยทำให้แดนกลางของอาร์เซน่อลกลับมาสู่ความสมดุลเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อน
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การมาของชินเชนโก้ เมื่อฤดูกาลก่อน สร้างอิมแพ็คให้กับอาร์เซน่อลอย่างชัดเจน กับการเล่นแบบ Inverted fullback แต่เวลาที่ไม่มีบอล และไม่มีกองกลางอย่าง กรานิต ชาคา คอยสนับสนุนเขาเวลาที่ขยับเข้ามาด้านใน
มันทำให้พื้นที่ป้องกันที่เขารับผิดชอบแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่อง และเห็นได้ชัดว่าอาร์เตต้า มีความกังวล เขาเปลี่ยนตัวชินเชนโก้ออกในช่วงพักครึ่งในเกมส์ที่เสมอเชลชี 2-2 และเลือกที่จะใช้งานฟูลแบ็คทีมชาติญี่ปุ่น ตลอดสองเกมส์ที่พบกับเซบีญ่า รวมถึงเกมส์เยือนนิวคาสเซิ่ล
นอกจากจะมีความกังวลเกี่ยวกับเกมส์รับของเขาแล้ว แต่ก็ยังมีของสภาพร่างกาย เขาลงเล่นเต็ม 90 นาทีได้เพียงแค่ 2 นัดจาก 16 เกมส์ที่ลงเล่นในฤดูกาลนี้
มันอาจจะมีบางเกมส์เหมาะกับการใช้ ชินเชนโก้ ในการเล่นฟูลแบ็ค อย่างเกมส์ล่าสุดกับเบิร์นลี่ย์ ที่อาร์เซน่อลได้ครองเกมส์เข้าใส่คู่แข่งเกือบตลอดทั้งเกมส์ แต่ถ้าอาร์เตต้า กำลังพิจารณาในการใช้งาน โทมิยาสุ มากขึ้น และอาจจะรวมถึงทิมเบอร์ เมื่อเขาหายกลับมา มันเป็นการเปิดโอกาสสู่การใช้งานชินเชนโก้ในตำแหน่งกองกลางแบบเต็มตัว
อาร์เซน่อล ใช้เวลาในช่วง 2-3 เดือนแรกของฤดูกาล ในการพยายามอัพเกรดในตำแหน่งของ ชาคา และชินเชนโก้ ก็เป็นทางเลือกที่อาร์เตต้าน่าจะลอง ถ้าไม่ลองตอนนี้ แล้วจะลองตอนไหนได้อีก!?
-

มิเกล อาร์เตต้า ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นลูกตั้งเตะให้กับอาร์เซน่อล หลังจากคุมอาร์เซน่อลมาได้ปีครึ่ง ท้ายที่สุดเขาไปดึงเพื่อนเก่าสมัยอยู่แมนซิตี้อย่าง นิโกลัส โยเวอร์ โค้ชผู้เชี่ยวชาญเรื่องลูกตั้งเตะเข้ามาในช่วงซัมเมอร์ปี 2021
ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น อาร์เซน่อล ทำได้เพียงแค่ 3 ประตูจากลูกเตะมุมในพรีเมียรืลีก เป็นสถิติที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ Opta เริ่มเกมส์สถิติในฤดูกาล 2007/08 และฤดูกาลนั้นอาร์เซน่อลจบในอันดับ 8 ของตารางคะแนน
การเข้ามาของโยเวอร์ สร้างผลกระทบได้แบบทันที ฤดูกาล 2021/22 อาร์เซน่อลทำได้ 13 ประตูจากลูกเตะมุม และฤดูกาลที่ผ่านมา อาร์เซน่อลก็ทำได้ 13 ประตูจากลูกเตะมุม นับเป็นสถิติที่ดีที่สุดของสโมสรอาร์เซน่อล นับตั้งแต่ที่ Opta มีการบันทึกสถิติ
เพื่อวัดความสำเร็จของโยเวอร์ เราต้องดูอัตราประตูต่อลูกเตะมุม 100 ครั้งในแต่ละฤดูกาล แบบนี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบระหว่างฤดูกาล เนื่องจากแต่ละฤดูกาล ทีมอาจได้ลูกเตะมุมมากกว่าอีกปีหนึ่ง
เรามาดู 2 ฤดูกาลหลังสุดที่อาร์เซน่อลได้โยเวอร์เข้ามาเป็นโค้ชลูกตั้งเตะ สถิติของอาร์เซน่อลพุ่งพรวด เป็น 6.3 ประตูต่อลูกเตะมุม 100 ครั้งในฤดูกาล 2021/22 และ 5.8 ประตูในฤดูกาล 2022/23 ก่อนหน้านั้นสถิติที่ดีที่สุดของอาร์เซน่อลคือ 4.4 ประตูในฤดูกาล 2017/18

หนึ่งใน 13 ประตูที่อาร์เซน่อลทำได้เมื่อฤดูกาลก่อน เป็นเกมส์ที่อาร์เซน่อลเปิดบ้านเอาชนะแมนเชเตอร์ ยูไนเต็ด 3-2 ที่เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม และในเกมส์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลูกเตะมุมก็มีส่วนสำคัญอีกครั้งในการพิชิตทีมของ เอริค เทน ฮาก
รูปแบบที่อาร์เซน่อลใช้อยู่หลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเล็งเป้าหมายไปที่บริเวณเสาไกลของยูไนเต็ด เราจะสังเกตุเห็น วิลเลี่ยม ซาลิบา (วงกลมสีแดง) ที่อยู่ห่างจากกลุ่มผู้เล่นของอาร์เซน่อล ส่วนคนที่รอบอลที่เสาไกลก็คือ เดแคลน ไรซ์ (วงกลมสีเหลือง)
ส่วนเกมส์ป้องกันของทางยูไนเต็ด พวกเขาจะใช้วิธีคุมโซน มีอันโทนี่ (ผู้เล่นหมายเลข 21) ที่ป้องกันเสาแรก คริสเตียน อิริคเซ่น คุมพื้นที่ว่างโซนตรงกลาง มี 3 ผู้เล่นของยูไนเต็ด ที่ประกบแบบตัวต่อตัวคือ แอรอน วาน บิสซาก้า, อันโตนี่ มาร์กซิยาล และลิซานโดร มาร์ติเนซ โดยมีดีโอโก้ ดาโรต์ ป้องกันที่เสาไกล
กลุ่มผู้เล่นของอาร์เซน่อล เริ่มวิ่งจากเสาไกล เพื่อเข้าไปบริเวณพื้นที่เสาแรก โดยที่ไรซ์ ยังคงรักษาตำแหน่งของตัวเองที่บริเวณเสาไกล ห่างจากกรอบประตู 6 หลา และมีที่ว่างระหว่างเขากับตัวประกบอย่างดาโรต์
ขณะที่ผู้เล่นตัวหลอกของอาร์เซน่อล ทั้งฮาแวร์ตซ์ และกาเบรียล จะลากเอาตัวประกบวิ่งตามไปที่เสาแรก แต่ในตัวอย่างนี้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ วางบอลมาไม่ได้อยู่ในโซนที่ถูกต้องคือพื้นที่ทางเสาไกล ทำให้ อังเดร โอนาน่า ผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคลียร์บอลออกไปได้



4 นาทีถัดมา เราได้เห็นอาร์เซน่อลใช้รูปแบบเดิม ฝั่งยูไนเต็ดเองก็ใช้วิธีคุมโซนบริเวณเสาแรก และมีผู้เล่นสามคนตามประกบ ซาลิบา, ฮาแวร์ตซ์ และกาเบรียล
เบน ไวท์, เอ็นเคเทียห์, ไรซ์, ฮาแวร์ตซ์ และกาเบรียล ตำแหน่งเริ่มต้นจะอยู่บริเวณเสาใกล้ ขณะที่ บูคาโญ ซาก้า กำลังเตรียมจะเปิดลูกเตะมุมเข้ามา และอีกครั้งที่เราได้เห็นการเคลื่อนที่จากฮาแวร์ตซ์ และกาเบรียล (วงกลมสีแดง) ที่จะลากพา มาร์กซิยาล และมาร์ติเนซ ให้ตามพวกเขาไป เว้นพื้นที่ว่างให้กับ ไรซ์ ที่บริเวณเสาไกล โดยจุดสำคัญคือตำแหน่งของไรซ์จะอยู่นอกกรอบ 6 หลา เพื่อให้ตำแหน่งของเขาห่างจากดาโรต์
และเปิดพื้นที่ให้เขาวิ่งไปหาบอล เมื่อซาก้าเปิดบอลเข้ามา จังหวะนี้ไรซ์ได้ขึ้นโหม่งบอล แต่บอลข้ามคานออกไป




นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง อีกครั้งที่ยูไนเต็ดใช้การประกบตัว ฮาแวร์ตซ์, กาเบรียล และซาลิบา (วงกลมสีขาว) แต่ครั้งนี้ อิริคเซน (วงกลมสีดำ) ค่อยจับตาที่ไรซ์ เมื่อลูกเตะมุมของมาร์ติเนลลี่ถูกเปิดเข้ามา กาเบรียล และฮาแวร์ตซ์ ลากตัวประกบไปที่เสาแรก เปิดพื้นที่ว่างบริเวณเสาสอง
แต่ปัญหาของครั้งคือ อิริคเซ่น รักษาตำแหน่งเพื่อตามดูไรซ์โดยเฉพาะ ไรซ์เองก็สังเกตเห็น และเขาเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเป็นตัวบล็อค ซึ่งเขารู้ว่ามีเอ็นเคเทียห์ที่อยู่ด้านหลังเขาอยู่ ไรซ์เข้าไปบังทางอิริคเซ่น
ทำให้เอ็นเคเทียห์ สามารถเอาบอลลงมาเล่นได้ เพียงแต่กองหน้าของอาร์เซน่อลจับบอลแรกไม่ได้เปรียบ ทำให้เขาต้องจ่ายบอลกลับหลังไปให้กับซาก้า และซาก้าปั่นด้วยเท้าขวา แต่บอลถูกผู้เล่นของยูไนเต็ดบล็อกเอาไว้ได้ทัน




ในเกมส์นี้ การโจมตีแบบโอเพ่นเพลย์ของอาร์เซน่อลไม่ได้ไหลลื่น ทำให้ลูกเตะมุมถือเป็นทีเด็ดที่พวกเขาสามารถใช้ได้ ในครึ่งหลัง มาร์ติเนลลี่ เกือบจะทำประตูได้ เมื่ออาร์เซน่อลเปลี่ยนวิธีมาเล่นเตะมุมสั้น แต่มาร์ติเนลลี่ปั่นบอลหลุดเสาไปแค่นิดเดียว
ท้ายที่สุด รูปแบบของอาร์เซน่อลก็มาประสบความสำเร็จจนได้ กับประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 ของเดแคลน ไรซ์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งแนวป้องกันของทางยูไนเต็ดก็ยังคงรักษารูปแบบเดิมอยู่ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นไปหลายคน
อเลซานโดร การ์นาโซ่ (หมายเลข 17) ป้องกันการเล่นเตะมุมสั้น อิริคเซ่นป้องกันพื้นที่ว่างตรงกลาง มีดาโรต์ป้องกันเสาไกล อาร์เซน่อลก็มาเล่นในรูปแบบเดิม กาเบรียล เฆซุส มาทำหน้าที่แทนเอ็นเคเทียห์ และโทมิยาสุ มารับบทบาทของฮาแวร์ตซ์
เมื่อซาก้า เริ่มวิ่งเข้ามาจะเปิดบอล โทมิยาสุ ขยับเคลื่อนที่มาที่เสาแรก เช่นเดียวกับ กาเบรียล และเฆซุส ที่วิ่งมาที่เสาแรกเพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้กับ ไรซ์ จังหวะนี้ทุกอย่างลงล็อก บอลที่ซาก้าเปิด เข้ามาลงตรงจุดเสาไกล ส่วนไรซ์ก็เคลื่อนที่มาอยู่ในจุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไรซ์พักอกเอาบอลลง ก่อนที่จะตวัดยิง บอลไปแฉลบอีแวนส์ และพุ่งผ่านมือโอนาน่าเข้าไป






-

อาร์เซน่อล ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในวันแรกของฤดูกาล 2023/24 เมื่อ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ปราการหลังคนใหม่ได้รับบาดเจ็บหนักที่หัวเข่า ในเกมส์นัดเปิดฤดูกาลกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ปราการหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์วัย 22 ปี คือหนึ่งในดีลเสริมทัพสำคัญของอาร์เซน่อลในช่วงซัมเมอร์นี้ และถูกวางว่าจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เกมส์รับของอาร์เซน่อลแข็งแกร่งขึ้นในฤดูกาล 2023/24 แน่นอนว่าการสูญเสีย ทิมเบอร์ จะส่งผลกระทบต่อแผนการณ์ที่วางไว้ของ มิเกล อาร์เตต้า แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วอาร์เซน่อลจะรับมืออย่างไรกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันครั้งนี้
ก่อนเกมส์นัดเปิดฤดูกาลกับฟอเรสต์ อาร์เตต้าได้ให้สัมภาษณ์กับทาง TNT Sport ว่า: "เขา (ทิมเบอร์) มีความสามารถรอบด้าน เขามีความกล้าหาญมาก และผมรักในบุคลิกของเขา วิธีที่เขาปรับตัวและเข้ากับทีมนั้นยอดเยี่ยมมาก เขาทำได้อย่างรวดเร็วมาก ผมขอให้เขาเล่นทั้งฝั่งซ้ายและขวา เขาเป็นคนที่ฉลาด วิธีการเล่นของเขาดูเป็นธรรมชาติ และผมดีใจที่มีเขาอยู่ในทีม"
ความคิดริเริ่ม อาร์เซน่อลจะใช้งานเขาในตำแหน่งแบ็คขวา ทิมเบอร์มีความแตกต่างเล็กน้อยจาก เบน ไวท์ แทนที่เขาจะ Overlap หรือ Underlap เขาสามารถขยับเข้ามาเล่นตรงกลาง เพื่อทำให้อาร์เซน่อลสามารถควบคุมเกมส์ได้มากขึ้น เหมือนกับบทบาทของ โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ ที่ขยับเข้ามา Inverted จากฝั่งซ้าย
การถูกขยับไปเล่นแบ็คซ้าย ระหว่างทัวร์ปรีซีซั่นในสหรัฐอเมริกา สร้างความประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ความเป็นจริงแม้ว่าเขาจะถนัดขวา แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะเขาทำให้อาร์เซน่อลถูกคาดเดาได้ยากขึ้น สิ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนในเกมส์กระชับมิตรกับบาร์เซโลน่า ในลอสแองเจลิส
เมื่อกาเบรียล มากัลเญส เปิดบอลขึ้นหน้าไปให้กับ เลอันโดร ทรอสซาร์ บริเวณเส้นกึ่งกลางสนาม นี่คือตอนที่ ไค ฮาแวร์ตซ์ เริ่มวิ่งขึ้นไปด้านหน้า
ทรอสซาร์ จ่ายบอลกลับมาที่ทิมเบอร์ ที่เล่นแบ็คซ้าย ขณะที่ผู้เล่นของบาร์เซโลน่า พยายามจะเข้าไปรุมบีบเข้าบริเวณเส้นข้างสนาม แต่ทิมเบอร์ ชิพบอลในจังหวะแรกไปให้กับฮาแวร์ตซ์ นั่นคือหนึ่งตัวอย่างที่เราได้เห็นถึงความมั่นใจ และความนิ่งของเขาเวลาที่มีบอลอยู่กับตัว
รูปแบบการเล่นนี้ ทำให้อาร์เซน่อล สามารถใช้ศักยภาพ Off the ball ของฮาแวร์ตซ์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจังหวะจบด้วยการที่ฮาแวร์ตซ์เข้าไปเปิดบอลให้เฆซุส เข้าไปลุ้นทำประตูในกรอบเขตโทษ



ทิมเบอร์ อาจถูกพิจารณาว่าเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับทุกตำแหน่งในแผงแบ็คโฟร์ของอาร์เซน่อล และความอเนกประสงค์ที่โดดเด่นของเขา ตอนนี้จะไม่มีแล้ว ดังนั้นอาร์เซน่อลจะอ่อนแอลงไป ไม่เพียงแค่เรื่องของจำนวนตัวเลข แต่รวมถึงทางเลือกที่อาร์เตต้าสามารถเลือกใช้ได้ด้วย
ไม่เพียงแค่ตำแหน่งหลักที่เขาจะสวมบทบาทแบ็คขวาแบบ Inverted แต่อาร์เตต้า ยังสามารถปรับเปลี่ยนใช้งานทิมเบอร์ได้อยากหลากหลายทั้ง แบ็คขวา เซนเตอร์ฝั่งขวา เซนเตอร์ฝั่งซ้าย และแบ็คซ้ายขณะที่มองบนหน้ากระดาษ อาร์เซน่อลไม่ได้ขาดแคลนผู้เล่นจากอาการบาดเจ็บของทิมเบอร์ ตามกราฟฟิกด้านบน ขนาดไม่ได้นับรวม เซดริก โซอาเรซ การไม่มีทิมเบอร์ ส่งผลกระทบทางเลือกที่มีคุณภาพในทีม
อาจะเป็ไปได้ว่าอาร์เซน่อลจะต้องกลับมาใช้แผงแบ็คโฟร์ชุดเดิมจากปีก่อน ไวท์, วิลเลี่ยม ซาลิบา, กาเบรียล และชินเชนโก้ น้อยคนนักที่จะบอกว่าแผงหลังชุดนี้มีปัญหาเมื่อทั้งหมดฟิตสมบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ขุมกำลังเชิงลึกมีความสำคัญ และต้องมีการนับจำนวนผู้เล่นในแต่ละตำแหน่ง เพื่อประเมินว่าอาร์เซน่อลมีเพียงพอหรือไม่ เพราะตอนนี้เสมือนพวกเขากลับมามีแผงหลังชุดเดิมจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งท้ายที่สุดมันก็เห็นถึงความไม่เพียงพอในช่วงปลายฤดูกาลก่อน เมื่อซาลิบา และโทมิยาสุ ต้องพักยาว
ในตำแหน่งแบ็คขวา พวกเขามี ไวท์ กับโทมิยาสุ ขณะที่มี โธมัส ปาร์เตย์ ที่สามารถมาเล่นแบบ Inverted ได้ในตำแหน่งนี้ แบบเดียวกับที่เขาเล่นในเกมส์กับฟอเรสต์ เมื่อวันเสาร์ รูเอล วอลเตอร์ ปราการหลังวัย 18 ปี สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงหลัง และอาจถูกดึงขึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ไวท์ และโทมิยาสุ ยังสามารถขยับมาเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คฝั่งขวาได้ด้วย
ยาคุบ คิวิออร์ แม้ว่าเขาจะเป็นเซนเตอร์แบ็คที่ถนัดซ้าย แต่เขาสามารถมาเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คทางฝั่งขวาได้ เหมือนกับที่เขาเล่นในเกมส์นัดกระชับมิตรกับเอเอส โมนาโก เมื่ออาร์เซน่อลต้องการมุมการจ่ายบอลที่แตกต่างออกไป ดังนั้นพวกเขาจะมีผู้เล่น 4 คนที่สามารถทดแทนซาลิบาได้
แบ็คซ้าย คือตำแหน่งที่อาร์เซน่อลน่ากังวลมากที่สุด ชินเชนโก้ น่าจะฟิตกลับมาเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งนี้ แต่ทิมเบอร์ก็ทดแทนชินเชนโก้ได้ดีในช่วงที่เขาบาดเจ็บอยู่ ตัวเลือกถัดมาคือเทียร์นี่ย์ ที่เป็นแบ็คซ้ายธรรมชาติ แต่อาจจะไม่ถนัดกับบทบาท Inverted fullback
โทมิยาสุ สามารถมาเล่นเป็นแบ็คซ้ายได้ด้วย ส่วนคิวิออร์ ที่เคยถูกจับมาเล่นแบ็คซ้ายบ้าง จะเห็นได้ว่าทั้งสามคน แม้ว่าจะเล่นได้ แต่ทั้งหมดไม่ได้โดดเด่นในเรื่องการครอบครองบอล หรือจ่ายบอล ในแบบเดียวกับที่ชินเชนโก้ และทิมเบอร์ ทำได้
การที่ทิมเบอร์ต้องพักยาว จะส่งผลกระทบโดยตรงกับอนาคตของ คีแรน เทียร์นี่ย์ ที่มีข่าวเรื่องการย้ายทีม
ฤดูกาลที่แล้ว เทียร์นี่ย์ได้ออกสตาร์ทเกมส์เพียงแค่ 9 นัดเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจะถูกส่งลงมาเล่นเป็นตัวสำรอง ในสถานการณ์ที่ทีมต้องการรักษาผลการแข่งขัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาคือแบ็คซ้ายตัวหลักของอาร์เซน่อลมาโดยตลอด นับตั้งแต่อาร์เตต้าเข้ามาคุมทีม

แต่เมื่อการมาถึงของชินเชนโก้ เมื่อซัมเมอร์ก่อน อาร์เตต้า ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของทีม ด้วยการเล่น Inverted fullback ขณะที่เทียร์นี่ย์เล่นในรูปแบบของฟูลแบ็คแบบดั้งเดิม ที่จะขึ้นสุด และลงสุดบริเวณริมเส้นในเกมส์ล่าสุดกับฟอเรสต์ เทียร์นี่ย์ ที่มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แต่เขาไม่มีแม้กระทั่งชื่ออยู่ในทีม นั่นยิ่งทำให้อนาคตของเทียร์นี่ย์ยิ่งคลุมเครือมากขึ้นไปอีก ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสโมสรพร้อมพิจารณาที่จะขายเขาออกไป หามีข้อเสนอที่เหมาะสมเข้ามา
อย่างไรก็ตามการที่อาร์เซน่อล ต้องหมดสิทธิ์ใช้งาน ทิมเบอร์ อาร์เซน่อลจะมีการเปลี่ยนแผนเกี่ยวกับอนาคตของเทียร์นี่ย์หรือไม่? หากมองถึงการใช้งาน เมื่ออาร์เซน่อลใช้การ Inverted fullback ทางฝั่งขวา แบ็คซ้ายก็จะขยับเข้ามาเล่นเป็นเหมือนเซนเตอร์ ซึ่งตรงนี้เป็นบทบาทที่ เทียร์นี่ย์ เล่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝืนธรรมชาติของตัวเองจนเกินไปหรืออาร์เซน่อล จะตัดสินใจกระโดดเข้าไปมองหาตัวเลือกในตลาด เพื่อเอาเข้ามาทดแทนทิมเบอร์ แต่มันก็มีคำถามเช่นกันว่า อาร์เซน่อล มีทรัพยากรมากพอที่จะซื้อผู้เล่นอีกหรือไม่ หลังจากทุ่มเงินไปแล้วมากกว่า 200 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้
ซึ่งเราก็เห็นเค้าลางจากการมาของ ดาวิด ราย่า ที่อาร์เซน่อลใช้วิธีการเลี่ยงกฏ FFP ด้วยการขอยืมตัวราย่ามาก่อน และพ่วงออปชันกึ่งบังคับซื้อขาดเอาไว้ในช่วงซัมเมอร์หน้า มันก็มีความเป็นไปได้ถ้าหากอาร์เซน่อลต้องการที่จะซื้อผู้เล่นอีก พวกเขาอาจจะต้องขาย คีแรน เทียร์นี่ย์ กับโฟลาริน บาโลกุน ออกไปเพื่อทำให้พวกเขามีเงินอีกก้อนสำหรับไปซื้อแข้งใหม่ -

อาร์เซน่อล ใช้ระบบการเล่นเดียวเกือบทุกเกมส์เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น 11 ตัวจริงน้อยที่สุดในลีก คู่แข่งรู้ดีว่าพวกเขาจะมาแบบไหน แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถหยุดอาร์เซน่อลได้
ถึงแบบนั้น มิเกล อาร์เตต้า ก็เชื่อว่าท้ายที่สุดคู่แข่งจะหาวิธีในการตอบโต้พวกเขาได้ ดังนั้นเข้าจะใช้เวลาในช่วงปรีซีซั่นในการวางแผนที่จะหลีกเลี่ยงความซ้ำซากที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา ในขณะที่เขาพยายามจะสร้างสูตรที่ประสบความสำเร็จจากฤดูกาลที่แล้วเป็นแกน
ขั้นต่อไปของอาร์เซน่อลจะเป็นอย่างไร? คำตอบของอาร์เซน่อล คือการเปลี่ยนฟุตบอลของอาร์เซน่อลให้เป็นแบบกิ้งก่าเปลี่ยนสี (Chameleon phase)
อาร์เตต้า ให้สัมภาษณ์ถึงแนวความคิดนี้ไว้ว่า: "แนวความคิดนี้เป็นสิ่งที่เคาดเดาไม่ได้ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามลบล้างสิ่งที่เราต้องการจะทำได้ยากขึ้น นั่นคือสิ่งที่เรามีในตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนกงองหลัง และกองกลาง กับตัวเลือกที่เรามี ทำให้เรามีทางเลือกมากกว่าปีที่แล้ว"
กับคู่แข่งที่พยายามจะเพลสซิ่งใส่อาร์เซน่อล และป้องกันไม่ให้อาร์เซน่อลผ่านบอลตามรูปแบบของตัวเองได้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น การเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
ในสัปดาห์นี้ ทีมงานของ The Athletic ได้มีการถามอาร์เตต้าว่า ผู้คนคาดหวังว่าจะได้เห็นอาร์เซน่อลเปลี่ยนแผนการเล่นบ่อยขึ้นใช่หรือไม่? เขาตอบว่า "ไม่ใช่ A, B หรือ C แต่จะเป็น A1, A2, A3 ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการมองมันอย่างไร เรากำลังดูตัวเลือกต่างๆ เรากำลังฝึกตัวเลือกต่างๆ แต่บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้นักเตะในสนามลองซ้อมดู เพราะบางครั้งเมื่อพวกเขาซ้อมด้วยกัน พวกเขาสามารถมอบข้อมูลมากมายให้แก่คุณ"
"คุณไม่จำเป็นต้องป้อนข้อมูลให้นักเตะเสมอไป พวกเขาเองก็ให้ข้อมูลแก่คุณได้เช่นกัน และคุณต้องพร้อมรับสิ่งนั้น"
ดังนั้นแนวทางนี้น่าจะแตกต่างจากฤดูกาลที่แล้วอย่างไร?
สไตล์การเล่นของอาร์เซน่อลคือการ เล่นเกมส์รุก 5 แถว และแนวป้องกัน 5 แถว สมดุลนั้นยังคงอยู่ แต่การสร้างทีมของอาร์เซน่อล จะเปลี่ยนไปมากกว่าในฤดูกาลที่แล้ว การมาถึงของ โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้การครอบครองบอลของพวกเขาสูงขึ้น ด้วยการเล่นแบบ Inverted full-back ซ้าย ช่วยให้พวกเขารับมือกับการเพลสซิ่งจากคู่แข่งได้ดีขึ้น

เบน ไวท์ ลงเล่นในบทบาทเฉพาะในแนวรับฝั่งตรงข้าม เพื่อสร้างสมดุล แต่ในเกมส์ปรีซีซั่นของอาร์เซน่อลจนถึงตอนนี้ อาร์เตต้ามีตัวเลือกมากมายให้เขาหยิบใช้ และเราได้เห็นเขาทดสอบอะไรไปหลายอย่าง
ไวท์, โทมิยาสุ, ทิมเบอร์, ซาลิบา, โฮลดิ้ง, กาเบรียล, คิวิออร์, เทียร์นี่ย์ และชินเชนโก้ คือตัวเลือกในแผงแบ็คโฟร์ของอาร์เตต้า การมาของทิมเบอร์ ในเกมส์พบกับทีมรวมดาราเมเจอร์ลีก เขาแสดงให้เห็นการพลิกบอลตรงกลางสนาม หลังจากขยับเข้ามารับบอลด้านในสนาม
เมื่อมาร์ติน โอเดการ์ด ขยับมารับบอลตรงพื้นที่ของแบ็คขวา เขามองเห็นพื้นที่ว่างทางกราบซ้าย ขณะที่ บูคาโญ ซาก้า และไค ฮาแวร์ตซ์ กำลังวิ่งดึงตัวประกบให้ตามไป เปิดพื้นที่ว่างให้กับ มาร์ติเนลลี่ ที่อยู่ว่างในอีกด้านของสนาม
"ผมคิดว่า คุณได้เห็นทิมเบอร์ เขาเป็นผู้เล่นที่มีความอเนกประสงค์" อาร์เตต้ากล่าวหลังเกมส์ชนะรวมดาราเมเจอร์ลีก 5-0 "เราสามารถใช้งานเขาในตำแหน่งที่แตกต่าง เขาสามารถเล่นในแบบ Invert ได้ มีความนิ่งในการเล่นกับบอล มีความดุดันในการแย่งบอล"

ในเกมส์พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราสามารถเห็นถึงความเป็นไปได้ที่มีการเล่นแบบ Double Inverted full-back แม้ว่าเราจะเห็นถึงความไม่ลงตัว รวมถึงช่องโหว่ในการป้องกันทางกราบซ้ายเมื่อเจอบอล Direct จากทางยูไนเต็ด แต่ก็มีตัวอย่างที่ดีในช่วงนาทีที่ 13 ของเกมส์ ที่อาร์เซน่อลแสดงให้เห็นการเคลื่อนที่สลับตำแหน่งกันได้อย่างยอดเยี่ยมนอกจากทิมเบอร์จะขยับเข้ามาเล่นแบบ Inverted fullback ทางฝั่งขวาแล้ว เราจะเห็นโทมิยาสุ แบ็คซ้ายที่ขยับเข้ามาเล่นด้านในด้วยเช่นกัน เมื่อแอรอน แรมส์เดล เปิดบอลด้านกว้างไปที่ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ขณะที่ฮาแวร์ตซ์ วิ่งเติมขึ้นไปด้านบน ช่วยเปิดพื้นที่ว่างตรงกลางให้กับโทมิยาสุ ที่เข้ามารับบอลในพื้นที่ว่างก่อนที่จะสวิตซ์บอลไปทางฝั่งขวาให้กับซาก้า
มันเป็นลูกจ่ายที่คนถนัดเท้าขวาเท่าที่จะจ่ายแบบนั้นได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในตัวเลือกที่หลากหลายของอาร์เซน่อล พวกเขามีผู้เล่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ที่สามารถจะหยิบมาใส่ได้

กับแนวความคิด "Best XI" หากคุณต้องการชนะในระดับสูง คุณต้องการทั้งสภาพร่างกายและจิตใจตลอด 60 เกมส์ในหนึ่งฤดูกาล หมายความว่าคุณต้องกมีผู้เล่นหลัก 14-15 คน ที่สามารถออกสตาร์ทได้โดยทีมไม่รับรู้ถึงความแตกต่าง
อย่างฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อลสะดุดในช่วงโค้งสุดท้ายกับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก พวกเขาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อ ซาลิบา ได้รับบาดเจ็บที่หลัง ดังนั้นตัวเลือกสำรองเป็นกุญแจสำคัญ จะเห็นว่าเมื่อปีก่อนพอซาลิบาเจ็บไป อาร์เซน่อลไม่สามารถจะทดแทนเขาได้เลย แต่ในฤดูกาลหน้า อาร์เตต้าสามารถจัดแนวรับได้มากถึง 12 รูปแบบ โดยแต่รูปแบบก็จะมีฟังก์ชันเฉพาะในการใช้งาน

นอกเหนือจาก 5 นักเตะจากอะคาเดมี่ที่อยู่ในทีมชุดใหญ่ตอนนี้ มีเพียง โฮลดิ้ง, เทียร์นี่ย์, เอลเนนี่, เปเป้ และมาร์ติเนลลี่ ที่เป็นผู้เล่นที่อยู่ก่อนที่มิเกล อาร์เตต้า จะเข้ามาคุมทีมในเดือนธันวาคม 2019 ดังนั้นตอนนี้นี่คือทีมของอาร์เตต้าอย่างแท้จริงแล้ว
แต่ด้วยรูปแบบที่อาร์เตต้าได้ทำการติดตั้ง มีความจำเป็นที่นักเตะทุกคนจะต้องเรียนรู้โมเดลการเล่นของทีม ที่จะต้องใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหา และรู้ว่าเมื่อใดควรจะเคลื่อนที่สลับตำแหน่ง โอเดการ์ดเคยบอกว่าเขามักจะช่วยเหลือผู้เล่นใหม่ ให้เข้าใจในตำแหน่งของพวกเขา และการครอบครองพื้นที่ในการฝึกซ้อม

หลังจากทีมของอาร์เตต้าเกิดวิวัฒนาการ นักเตะบางคนก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ อย่างเช่น คีแรน เทียร์นี่ย์ จากการเป็นฟูลแบ็คสไตล์ดั้งเดิมที่วิ่ง Overlap ด้วยความดุดัน ก็ต้องมาเรียนรู้วิธีการเล่นแบบ Inverted fullback เขากล่าวหลังเกมส์กับยูไนเต็ดว่า: "เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถ้าผมได้ลงเล่น มันจะเป็นการเล่นที่มีการ Inverted ทางฝั่งซ้ายมากขึ้น แต่ปีนี้คุณสามารถผสมผสานหลายๆ อย่างได้"
"อเล็กซ์ (ชินเชนโก้) เป็นตัวอย่างที่สำคัญของวิธีการเล่นแบบนั้น ถ้าคุณจะเรียนรู้จากใครสักคน ก็ต้องเป็นเขานี่แหละ ผมได้เรียนรู้จากเขา และถามคำถามเขา แต่มีวิธีการเล่นที่แตกต่างกันมากมาย สองสามเกมส์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำแบบนั้นเลย"
"ต่างคนต่างทำงานด้วยวิธีที่แตกต่าง ผมชอบที่จะมันในสนาม แน่นอนว่าการดูวีดีโอก็ช่วยได้ และแม้กระทั่งตอนคุณอยู่บนม้านั่งสำรอง คุณดูเวลาที่เขาขยับเข้าด้านใด และเมื่อไหร่ที่เขาขยับออกมา ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม ผมไม่เคยเล่นตรงกลางสนามมาก่อนเลย ดังนั้นมันจะทำให้คุณเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้นจากการเรียนรู้"
"สองเกมส์หลังสุด ผมเล่นแบบ 3 เซนเตอร์ แบบเดียวกับที่ผมเล่นให้กับสก็อตแลนด์ และตอนที่พาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ"
การที่มีทิมเบอร์ ขยับเข้ามาเล่น Inverted ทางฝั่งขวา มันจะช่วยให้เทียร์นี่ย์ มีอิสระมากขึ้นในการเล่นเกมส์ที่ตัวเองถนัด กับการเล่นในด้านกล้าง และพาบอลลุยขึ้นไปข้างหน้า แต่มันก็มีตัวเลือกอื่นอีกมากมายเช่นกัน อย่างให้ คิวิออร์ เล่น Inverted ทางฝั่งซ้าย เราจะได้เห็น กาเบรียล ขยับออกมาเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็คฝั่งซ้ายในระบบหลังสามเป็นต้น
มันจะเป็นสไตล์แบบเดียวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะใช้แผงแบ็คโฟร์เป็นผู้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ทั้งหมด เมื่อมีไวท์เล่นในตำแหน่งแบ็คขวา

ขณะเดียวกันในแดนกลางอาร์เซน่อลก็จะมีไดมามิกมากขึ้นกับ เดแคลน ไรซ์, จอร์จินโญ่ และโธมัส ปาร์เตย์
อาร์เซน่อล มักจะเล่นหมายเลข 6 คนเดียวเสมอ แต่พวกเขาสามารถเปลี่ยนลักษณะรูปแบบได้ในเกมส์ใหญ่ โดยการขยับไรซ์ ขึ้นไปเล่นในตำแหน่งเบอร์ 8 เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งตรงแดนกลางร่วมกับปาร์เตย์ ซึ่งทั้งคู่มีความเป็นนักกีฬาที่สูง สามารถออกบอลได้ดี ซึ่งจะสำคัญมากในการครอบครองเกมส์
ในทำนองเดียวกับ แดนหน้าอาร์เตต้า พูดในสัปดาห์นี้ว่า เขาสามารถใช้ ไค ฮาแวร์ตซ์ เล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าก็ได้ หรือจะเป็นผู้เล่นหมายเลข 8 ทางฝั่งซ้าย หากพวกเขาต้องการเกมส์บุกที่มากขึ้น ซึ่งฮาแวร์ตซ์ ที่มีความโดดเด่นกับการขยับจากแนวลึกเข้าไปทำประตูในกรอบเขตโทษ ก็จะทำให้พวกเขามีทางเลือกมากขึ้น หากเจอคู่แข่งถอยลงไปรับลึก
ด้วยการที่อาร์เตต้า มีทางเลือกที่เพิ่มขึ้น มันจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ จากที่พวกเขาเจอเมื่อปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าเขาก็ต้องใช้เวลาในการทดลองอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะให้นักเตะสามารถเล่นได้หลากหลายมิติมากขึ้น ซึ่งนี่จะเป็นเป้าหมายในการพัฒนาอาร์เซน่อลในขั้นต่อไป -

อาร์เซน่อลไม่มีแผน B ไม่มีเป้าหมายสำรอง และไม่มีช่องว่างสำหรับความผิดพลาด ทั้งหมดคือ เดแคลน ไรซ์
กองกลางกัปตันทีมเวสต์แฮม เป็นทุกอย่างสำหรับมิเกล อาร์เตต้า ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลายคนภายในสโมสรต่างพูดย้ำเป็นเดือนว่าเขาเป็นศูนย์กลางในวิสัยทัศน์ของผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล ปราศจากเขา แผนของอาร์เซน่อลในการพาทีมไปสู่อีกระดับเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 เป้าหมายอื่นๆ ในการเสริมทัพล้วนเชื่อมโยงกับไรซ์ ที่จะเป็นศูนย์กลางของทีม นี่เป็นข้อความที่หนักแน่นของอาร์เซน่อล ในการโน้มน้าวกัปตันทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด
แม้ว่าจะต้องใช้ความอดทนในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการเจรจา หลังจากถูกปฏิเสธข้อเสนอ 2 ครั้ง และมีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระโดดเข้ามาร่วมวงในการยื่นข้อเสนอ แต่ท้ายที่สุดอาร์เซน่อลก็เป็นผู้ชนะ เวสต์แฮมเซ็นสัญญาอนุมัติเมื่อช่วงค่ำของวันศุกร์ และไรซ์เซ็นสัญญายาว 5 ปีกับออปชันขยายได้อีกหนึ่งปีกับอาร์เซน่อล
ค่าตัว 100 ล้านปอนด์ บวกออปชั่นอีก 5 ล้านปอนด์ ในช่วงเริ่มต้นอาร์เซน่อลประเมินว่าราคาของไรซ์จะอยู่ในระหว่าง 70-80 ล้านปอนด์ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาต้องทุ่มเป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดของนักเตะอังกฤษ ทำลายสถิติเดิมของแมนซิตี้ ที่ซื้อ แจ็ค กรีลิช 100 ล้านปอนด์เมื่อปี 2021
พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาซื้อพรสวรรค์ที่ไม่มีใครเทียบได้ในตำแหน่งของเขา และถ้าไรซ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่อาร์เซน่อลเชื่อ มันจะคล้ายคลึงกับตอนที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอมทุ่มเงินมหาศาลไปกับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ และอลิซอน เบคเกอร์ กับปีที่ 4 ในการคุมลิเวอร์พูลของเขา
อาร์เซน่อล ระบุว่า ไรซ์ คือจิ๊กซอว์ที่พวกเขาขาดหายไป แต่การไล่ล่าเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในเดือนมกราคมปีนี้
หลังจากได้มีการปรึกษาหารือกับ บูคาโญ ซาก้า และแอรอน แรมส์เดล เพื่อรับทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบุคลิกภาพ และคุณสมบัติการเป็นผู้นำ เพื่อให้แน่ใจว่าไรซ์จะสามารถเล่นฟุตบอลในแบบของมิเกล อาร์เตต้า ได้
อาร์เซน่อลต้องการทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในเดือนมกราคม อาร์เซน่อล พิจารณาความเป็นไปได้อย่างจริงจังในเดือนนั้น แต่มันดูเหมือนไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะเวสต์แฮม เวลานั้นกำลังต้องดิ้นร้นหนีการตกชั้น และไม่สามารถขาดไรซ์ได้ นั่นทำให้อาร์เซน่อลหันไปให้ความสนใจ มอยเชส ไคเซโด กองกลางจากไบรท์ตัน
ข้อเสนอ 60 ล้านปอนด์สำหรับไคเซโดโดนปฏิเสธอย่างรวดเร็ว และได้รับแจ้งว่านักเตะไม่ได้มีไว้ขาย ไบรท์ตันยืนหยัด และเสนอสัญญาใหม่ให้กับไคเซโด ภายใต้ความเข้าใจว่าสโมสรจะให้เขาย้ายในช่วงซัมเมอร์ ดังนั้นทำให้อาร์เซน่อลต้องมีการปรับแผนอีกครั้ง พวกเขามองไปที่ Deep Lying Playmaker แทน และได้ จอร์จินโญ่ มาจากเชลชีในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะรอบสอง
การเซ็นสัญญากับห้องเครื่องทีมชาติอิตาลีวัย 31 ปี เป็นเพียงแค่ทางเลือกในระยะสั้น อาร์เตต้าเชื่อว่าเขาต้องการกองกลางเข้ามาเพิ่ม เพื่อทำให้ขุมกำลังเชิงลึกของทีมดีขึ้นกับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก
หนึ่งสัปดาห์หลังจากตลาดมกราคมปีตัวลง อาร์เซน่อลกลับมาหาเป้าหมายหลักของพวกเขาอีกครั้ง The Athletic สามารถเปิดเผยได้ว่ามีการพบปะกันระหว่างอาร์เตต้า, เอดู และไรซ์ เพื่อโน้มน้าวกองกลางทีมชาติอังกฤษในการเข้าร่วมกับอาร์เซน่อล
อาร์เตต้า และเอดู ได้นำเสนออย่างละเอียดต่อตัวของไรซ์ เพื่ออธิบายให้เห็นถึงโปรเจค บทบาทของเขาในนั้น เพื่อทำให้ไรซ์เชื่อว่า เขาคือคนที่อาร์เซน่อลต้องการจริงๆ ตัวแทนของไรซ์ ได้มีการพบกับหลายสโมสรชั้นนำ แต่ไม่มีใครที่อยู่ในระดับเดียวกับอาร์เซน่อลในแง่ของรายละเอียด กองกลางวัย 24 ปี ถูกประเมินไว้สูงมากในหลายๆ ด้านจากทีมงานคัดสรรนักเตะของอาร์เซน่อล ซึ่งอาร์เตต้า เกือบจะมีหนังสือที่เต็มไปด้วยรายงานเกี่ยวกับเขา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงหลงไหลในการเซ็นสัญญาครั้งนี้
เงื่อนไขส่วนตัวถูกมองว่าไม่มีปัญหา อันนี้ต้องขอบคุณกับการทำงานของ เอดู และริชาร์ด การ์ลิค ที่ทำงานร่วมกับนักเตะ และครอบครัวของเขา และอาร์เซน่อลไม่ต้องการทำให้ใครเสียเวลา ส่วนทางอาร์เตต้า ก็ต้องการเสริมทัพให้เสร็จสิ้นก่อนบินไปทัวร์ปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 16 กรกฏาคม
อาร์เซน่อล รอจนกระทั่งเวสต์แฮม เสร็จสิ้นภารกิจในรอบชิงชนะเลิศยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ลีก และจนกระทั่งไรซ์ เสร็จสิ้นภารกิจกับทีมชาติอังกฤษ ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือก ในวันที่ 14 มิถุนายน อาร์เซน่อลยื่นข้อเสนอครั้งแรก 65 ล้านปอนด์ บวกออปชั่นอีก 15 ล้านปอนด์
ข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธ แต่ทั้งสองสโมสรยังคงมีการหารือกันต่อ ทิม ลูอิส ผู้บริหารของอาร์เซน่อล กับคาร์เรน เบร์ดี้ ผู้บริหารของเวสต์แฮม ได้พูดคุยกันในระหว่างประชุมบอร์ดบริหารของพรีเมียร์ลีก
ทิม ลูอิส เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากในการเจรจาระหว่างสองสโมสรในเรื่องของค่าตัว และโครงสร้างในการจ่ายเงิน และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเจ้าของสโมสรอาร์เซน่อล เมื่อต้องการผลักดันข้อเสนอครั้งถัดไป อาร์เซน่อลใช้เวลาสักระยะในการพิจารณาตัวเลขครั้งต่อไป และ 6 วันต่อมาพวกเขายื่นข้อเสนอรอบสอง 75 ล้านปอนด์ บวกออปชั่นอีก 15 ล้านปอนด์ ตามที่คาดข้อเสนอถูกปฏิเสธ แต่ก็มีความเข้าใจว่าข้อเสนอของอาร์เซน่อล มีความใกล้เคียงกับตัวเลขที่เวสต์แฮมยอมรับได้
ณ จุดนั้น เหมือนจะมีม้าแข่งแค่ตัวเดียว แม้ว่าความสามารถของไรซ์ จะมีทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และบาเยิร์น มิวนิค ให้ความสนใจ แต่แล้วความไม่แน่นอนก็เกิดขึ้น เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ยื่นข้อเสนอแข่งด้วยตัวเลข 80 ล้านปอนด์ บวกออปชั่น 10 ล้านปอนด์
นอกจากนี้ยังมีสภาวะแทรกซ้อน เมื่อไคเซโด ถูกมองว่าจะเป็นตัวเลือกสำรองในจุดนี้ อาร์เซน่อลได้เผาสะพานความสัมพันธ์กับผู้บริหารของไบรท์ตันไปเมื่อเดือนมกราคม ความความดึงดันยื่นข้อเสนอ แม้ว่าไบรท์ตันจะบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ขาย แล้วเชลชีก็ดูเหมือนจะทำงานก้าวหน้าไปมากในการคว้าไคเซโด แต่อาร์เซน่อลก็ได้มีการตรวจสอบทางฝั่งตัวแทนของไคเซโด เมื่อความคืบหน้าในการเจรจาค่าตัวของ ไรซ์ กับเวสต์แฮม ดูไม่คืบหน้า
สุดท้ายพวกเขาย้ำถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อตัวของไรซ์ แต่การที่ซิตี้ เข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ มันจะสร้างความสั่นสะเทือนกับความคิดของไรซ์หรือไม่ กับความตั้งใจที่จะย้ายมาอยู่กับอาร์เซน่อล เมื่อทีมแชมป์อย่างซิตี้ก้าวเข้ามาอีกทีม?
อาร์เซน่อลตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่า พวกเขามาใกล้กับตัวเลขที่เวสต์แฮมต้องการ กระบวนการตัดสินใจของอาร์เซน่อลมันคล้ายกับระบบราชการมากกว่าสโมสรอื่น มันมีสายบังคับบัญชาตั้งแต่ ระบบแมวมอง, อาร์เตต้า, เอดู, การ์ลิค แล้วไปยังตระกูลโครเอนเก้ เจ้าของสโมสร ก่อนที่จะมีการขยับอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่อาร์เซน่อลยังเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้นำในการแข่งขันครั้งนี้
และพวกเขากลับมาในข้อเสนอรอบสาม ในวันที่ 27 มิถุนายน เป็นข้อเสนอที่เขี่ยซิตี้ออกจากการแข่งขัน ข้อเสนอ 105 ล้านปอนด์ เพียงพอที่จะทำให้การเจรจาเข้าสู่ขั้นตอนพูดคุยเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ่ายเงิน
อาร์เซน่อล ถูกบีบให้ต้องยอมจ่ายเงินแบบทะลุเพดานเพื่อทำให้ดีลนี้สำเร็จ มันไม่เสี่ยงไปหรือกับการจ่ายเงินมากกว่า 100 ล้านปอนด์กับนักเตะที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในแชมเปี้ยนลีกมาก่อน? แน่นอน แต่เพื่อจะยกระดับทีมขึ้นไปอีกขั้น เป็นสิ่งต้องถูกคำนวณ และคุณภาพของไรซ์ จะทำให้พวกเขาไปสู่อีกระดับได้อย่างที่ต้องการ
ซิตี้ เพิ่งคว้าทริปเปิ้ลแชมป์เมื่อฤดูกาลก่อน แต่การเลือกย้ายมาอาร์เซน่อล ก็มีความสมเหตุสมผลหลายอย่างที่เข้าใจได้ กับซิตี้มันเหมือนกับเรื่องราวที่ถูกเขียนจบแล้ว แต่อาร์เซน่อลกำลังขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ไรซ์จะเป็นหนึ่งในขุมกำลังอายุน้อยของอาร์เซน่อล เขาจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงผู้ท้าชิงให้กลายเป็นแชมเปี้ยน
-

แม้ว่า เดแคลน ไรซ์ จะเพิ่งชูถ้วยยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ในกรุงปรากเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่แฟนบอลของเวสต์แฮม ทราบดีว่าพวกเขาจะไม่ได้เห็นกัปตันทีมคนนี้สวมเสื้อของสโมสรลงเล่นอีก กับความสนใจจากสโมสรชั้นนำของยุโรป
แต่ตอนนี้อาร์เซน่อล เป็นตัวเต็งที่จะคว้าตัวกองกลางทีมชาติอังกฤษวัย 24 ปีไปร่วมทีม แต่ก็ยังมีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการคว้านักเตะไปร่วมทีมเช่นกัน ส่วนทางบาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองเบียร์ได้ยกธงขาวไปแล้วก่อนหน้านี้ แล้ว ไรซ์ คุ้มค่ากับเงินค่าตัวมหาศาล 100 ล้านปอนด์หรือไม่? แล้วไรซ์เก่งตรงไหน?
ลงเล่นได้อย่างต่อเนื่อง:
อันดับแรกก่อนที่จะไปดูว่าเขาเล่นแบบไหน เดแคลน ไรซ์ เป็นผู้เล่นที่สามารถลงเล่นอย่างสม่ำเสมอที่สุดคนหนึ่งในลีก หลังจากที่เขาทะลุขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของเวสต์แฮมในฤดูกาล 2017/18 เขาลงเล่นเป็นตัวจริงไป 15 นัด แล้วเขามีสถิติลงสนามอย่างต่ำ 80% ให้กับทีมตลอด 5 ฤดูกาลหลังสุด รวมถึงการลงเล่นในทุกนาทีของฤดูกาล 2019/20
การลงเล่นอย่างน้อย 3,000 นาทีในลีกตลอด 4 ฤดูกาลจาก 5 ฤดูกาลหลังสุด นับเฉพาะผู้เล่น outfield นับตั้งแต่ฤดูกาล 2018/19 มีเพียง เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ (16,274 นาที) ที่ลงเล่นมากกว่าไรซ์ (15,753 นาที) ในพรีเมียร์ลีก

โดดเด่นในการเข้าแท็กเกิ้ลคู่แข่ง
มันอาจจะดูขัดกับความรู้สึกที่เราจะเริ่มต้นกันด้วย คุณลักษณะของผู้เล่นเวลาที่ไม่ได้ครอบครองบอล แต่นี่เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของไรซ์ กับบทบาทกองกลาง
เมื่อพิจารณาจากทีมของ เดวิด มอยส์ ที่ไม่ได้มีการเล่นเพลสซิ่งสูงที่ดุดัน เลยไม่ประหลาดใจที่ ไรซ์ จะไม่กระโจนเข้าไปแย่งบอลในจังหวะแรก เขามักจะตรวจตราตำแหน่งตรงกลาง รักษาระเบียบวินัยในการยืนตำแหน่ง จากนั้นเขาจะเข้าสกัดบอลในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขที่ไรซ์ มีสถิติคิดเป็น 4.2 ของการเข้าปะทะแย่งบอลที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงการแย่งบอล บวกกับการแย่งบอลที่แพ้ และการทำฟาล์ว ต่อสัมผัสบอล 1,000 ครั้งของคู่แข่ง นั่นทำให้เขาอยู่รั้งในอันดับที่ 62 จากกลุ่มผู้เล่นกองหลังและกองกลาง ที่ลงเล่นมากกว่า 900 นาทีจากเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
แต่เมื่อเราดูเฉพาะการเข้าสกัดที่สำเร็จ ไรซ์ อยู่ในอันดับ 1 ด้วยสถิติชนะในการแย่งบอลมากกว่า 70% การดักตัดบอลเขาอยู่ในอันดับ 10 (2.3 ต่อการสัมผัสบอล 1,000 ครั้งของคู่แข่ง) และชนะในการดวลลูกกลางอากาศอยู่ในอันดับ 17 (59%)
ตัวอย่างที่สามารถสะท้อนให้เราได้เห็น ตามรูปด้านล่าง เวสต์แฮม กำลังป้องกันจังหวะสวนกลับของเบรนท์ฟอร์ด ในสถานการณ์ 3 ต่อ 3 ไรซ์สามารถพุ่งเข้าไปสกัดบอลได้ในจังหวะแรก แต่มันอาจจะเสี่ยงเกินไป หากเขาพลาดจะทำให้ทีมของเขาต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองทันที
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะวิ่งติดตามเอ็มบูโม่ไป ก่อนจะวิ่งบีบให้กองหน้าของเบรท์ฟอร์ดพาบอลเข้าไปด้านใน ซึ่งมีกลุ่มผู้เล่นของเวสต์แฮมคอย Cover อยู่มากกว่า แล้วสุดท้ายเขาตัดสินใจเข้าสกัดในจังหวะที่เหมาะสม


นั้นอาจจะดูเหมือนเป็นการกระทำที่เรียบง่าย แต่การอ่านเกมส์อย่างชาญฉลาดของไรซ์ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะอะคาเดมี่ เพราะเขาเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คมาโดยตลอด แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขาเล่นเพลสซิ่งสูงไม่เป็น แน่นอนว่าหากเขาย้ายไปเล่นกับสโมสรใหญ่ เขาจะต้องถูกผู้จัดการทีมสั่งให้มีส่วนร่วมในการเล่นเพลสซิ่งสูงมากขึ้น
ตัวอย่างการเล่นเพลสซิ่งสูงที่มีความดุดันของไรซ์ เราได้เห็นในเกมส์ที่เวสต์แฮมพบกับอาร์เซน่อล ตั้งแต่นาทีแรกของเกมส์ เขาพุ่งเข้าไปบีบ โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางของอาร์เซน่อลทันที ขณะที่โฮลดิ้งกำลังจะออกบอลมาที่ปาร์เตย์ แต่จังหวะนี้ปาร์เตย์ยังเอาตัวรอดไปได้ ด้วยการออกบอลไปให้กับ เบน ไวท์ ที่อยู่ริมเส้นฝั่งขวา


ช่วงนาทีที่ 30 ของเกมส์ ไรซ์บีบเร็วอีกครั้ง และครั้งนี้ปาร์เตย์โดนเล่นงานจนได้ เมื่อปาร์เตย์รับบอลมาจาก คีแรน เทียร์นี่ย์ แทนที่เขาจะจ่ายง่ายออกไปให้กับ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ แต่เขาเลือกที่จะไปยกบอลข้ามตัวไรซ์ ที่วิ่งเข้ามาบีบเร็วเข้ามา
ไรซ์ตัดบอลมาได้ และทำให้ทางเวสต์แฮมได้เปรียบกับสถานการณ์ 3 ต่อ 2 แล้วเขาเลือกจ่ายไปให้กับ ลูค้ส ปาเกต้า ท้ายที่สุดเขาโดนกาเบรียล ทำฟาล์วในเขตโทษ ทำให้เวสต์แฮมได้ประตูตีไข่แตกไล่มา 1-2 และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมส์นัดนี้



ด้วยรูปร่างที่สูง และมีความเป็นนักกีฬาที่สูงล้น ทำให้ไรซ์มีความสามารถที่จะปรับตัวและเล่นในระบบเพลสซิ่งสูงได้อย่างแน่นอน แต่ยังไม่ได้มีการถูกทดสอบอย่างสม่ำเสมอทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เนื่องจากบทบาทของเขาที่ถูกวางไว้ในทั้งสองทีม
เวสต์แฮมเป็นทีมที่เล่นในลักษณะ Mid-to-Low บล็อก เวลาที่ไม่ได้ครอบครองบอล นั่นทำให้เขาไม่ได้ถูกขอให้ขึ้นไปเล่นเพลสซิ่งสูงบ่อยนัก ขณะที่กับทีมชาติอังกฤษ แกเร็ต เซาเกตต์ ก็ให้เขายืนเป็น Achor man อยู่หนัาแผงแบ็คโฟร์
การครอบครองบอล
เรื่องเกมส์ป้องกันเราได้เห็นถึงคุณภาพของเขาไปแล้ว และกับการครอบครองบอลล่ะ?
ในฐานะกัปตันทีม เขาเป็นเสมือนศูนย์กลางของทีม ไม่แปลกที่เขาจะมีสถิติการจ่ายบอล 57.3 ครั้งต่อ 90 นาที มากกว่าผู้เล่นคนอื่นของเวสต์แฮม อย่างไรก็ตามมีจุดที่ถูกวิจารณ์ได้ว่าเขาเล่นบอลแบบปลอดภัยมากเกินไปหรือเปล่า? ดังกราฟโซนาร์ด้านล่าง แสดงให้เห็นถึงทิศทางและระยะทางการจ่ายบอลของเขา ซึ่งมันมีแนวโน้มว่าเขาจะออกบอลไปด้านข้างของสนามมากกว่าที่จะเป็นการจ่ายบอลตรงๆ ขึ้นไปข้างหน้าอย่างไรมันก็เป็นเรื่องยากที่จะแยกสไตล์การเล่นส่วนตัวของไรซ์ออกมาจากความต้องการของผู้จัดการทีมได้ กับเวสต์แฮม มีค่าเฉลี่ยการจ่ายบอล 90.4 ครั้งต่อการสวิตซ์เพลย์ ที่ถือว่าน้อยที่สุดในลีก ทำให้เราเห็นว่าเวสต์แฮมพยายามที่จะเปลี่ยนบอลจากด้านหนึ่งไปอีกด้านมากแค่ไหน
เราได้เห็นการเล่นแบบสวิตซ์เพลย์ของไรซ์ อย่างในเกมส์กับลิเวอร์พูล เขาชนะในการแย่งบอลแบบ 50:50 ก่อนที่จะสวิตซ์บอลข้ามฝั่งไปให้กับ ซาอิด เบนราห์ม่า ที่อยู่ริมเส้นอีกฝั่ง

เจาะลึกลงไปอีกเล็กน้อย มีเพียงแค่ มัทเธอุส นูเนซ และเจา ปาลินญา เท่านั้นที่จะจ่ายบอลน้อยครั้งกว่าต่อการเล่นสวิตซ์เพลย์หนึ่งครั้ง จากบรรดาผู้เล่นกองกลางในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือ ทีมที่เล่นสวิตซ์เพลย์น้อยที่สุดในลีกคืออาร์เซน่อล ทีมตัวเต็งที่จะได้ไรซ์ไปร่วมทีมนั่นเอง
หากได้เล่นในทีมที่มีเกมส์รุกดีกว่าเวสต์แฮม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไรซ์ จะต้องถูกร้องขอให้มีการจ่ายบอลไปให้กับเพื่อนร่วมทีมเร็วขึ้น ด้วยการออกบอลระหว่างแนวของคู่แข่ง มากกว่าที่จะเป็นการสวิตซ์เพลย์แบบตอนอยู่กับเวสต์แฮมจุดแข็งของ ไรซ์ ในการเล่นสวิตซ์บอล อาจจะเป็นอาวุธที่มีประโยชน์สำหรับอาร์เซน่อลได้เช่นกัน เมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ถอยลงไปรับต่ำ เพื่อบีบพื้นที่ ด้วยการที่ บูคาโญ ซาก้า และกาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ปีกสองฝั่งของอาร์เซน่อล มีความโดดเด่นอย่างมากในการดวล 1 ต่อ 1 กับทีมชั้นนำต้องเจอกับคู่แข่งลักษณะนี้ ที่มักจะต้องใช้ความอดทนในการหมุนเวียนบอลจากซ้ายไปขวา เพื่อให้โครงสร้างเกมส์รับคู่แข่งแตกออก
พาบอลขึ้นหน้าเองได้
เนื่องจากเขาไม่ได้แสดงหลักฐานที่สอดคล้องกันเพียงพอ เกี่ยวกับการจ่ายบอลขึ้นหน้าด้วยความเฉียบขาดในสีเสื้อของเวสต์แฮม วิธีการหลักของไรซ์ในการเอาบอลขึ้นหน้า คือการพาบอลขึ้นไปเอง เหมือนกับที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ในฤดูกาล 2021/22 เกี่ยวกับความต้องการของเขา ในการได้รับอิสระมากขึ้นในการสนับสนุนเกมส์รุก และเล่นกับบอลในพื้นที่ที่สูงกว่าเดิม
"ผมไม่ได้เป็นเพียงแค่โฮลดิ้งมิดฟิลด์อีกต่อไป ผมมักจะถูกบอกว่าเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าแผงแบ็คโฟร์ ตอนนี้ผมอยากเห็นตัวเองเป็นผู้เล่นแบบ Box-to-Box ที่ซึ่งผมสามารถจะขึ้น-ลง และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อช่วยทีม"
เราได้เห็นแนวโน้มของไรซ์ ที่มีพาบอลขึ้นหน้าเอง ที่ถูกสนับสนุนจากข้อมูลเชิงสถิติ เขาพาบอลขึ้นหน้า 51 ครั้ง นับเป็นสถิติเยอะสุดอันดับ 4 ในบรรดาผู้เล้นในตำแหน่งกองกลาง เป็นรองเพียงแค่ โจ วิลล็อค (63 ครั้ง) มาร์ติน โอเดการ์ด (57 ครั้ง) และโรดรี้ (55 ครั้ง)
บ่อยครั้งที่เราได้เห็นการพาบอลขึ้นหน้าของไรซ์ ในการใช้หนีเพลสซิ่งของคู่แข่ง อย่างในเกมส์พบกับนิวคาสเซิ่ล ไรซ์สลัดการเข้าสกัดของผู้เล่นคู่แข่งในแดนตัวเอง ก่อนที่จะพาบอลทะลุขึ้นมาถึงหน้ากรอบเขตโทษของทางนิวคาสเซิ่ล
เมื่อเจาะลึกลงไปในเรื่องของระยะทางเฉลี่ยในการพาบอลไปข้างหน้า เปรียบเทียบกับกลุ่มผู้เล่นกองกลางด้วยกัน ไรซ์มีระยะทาง 20.8 เมตรต่อการพาบอลขึ้นหน้าหนึ่งครั้ง ซึ่งเห็นได้ว่าเขาพร้อมที่จะควบตะบึงขึ้นหน้า หากมีโอกาส
ตารางเปรียบเทียบการระหว่างส่วนแบ่งการพาบอลขึ้นไปข้างหน้า และการจ่ายบอลไปข้างหน้า สัดส่วนการพาบอลขึ้นหน้าของเขาอยู่ที่ 7% เหนือขึ้นมากว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย ขณะที่การออกบอลขึ้นหน้าอยู่เพียงแค่สัดส่วน 5% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยน แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มที่เขาจะส่งไปให้เพื่อนที่อยู่ข้างหน้าน้อยลง

ถ้าหากเขาได้รับอนุญาติให้สามารถพาบอลขึ้นหน้าได้มากขึ้น ไรซ์ก็ได้แสดงความสามารถในด้านเกมส์รุกของเขาได้มากขึ้น เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เขาได้สัมผัสบอลในพื้นที่สุดท้ายมากกว่าที่เคย (12.4 ครั้งต่อ 90 นาที) และยิงไป 4 ประตู เขาได้ให้สัมภาษณ์หลังเกมส์ชนะลีดส์ ยูไนเต็ด 3-1 เมื่อเดือนก่อน และเขาทำประตูได้ด้วย
เขากล่าวว่า: "ผมคิดว่าผมได้วิ่งเข้าไปในกรอบหลายครั้งในวันนี้ อาจจะมากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลยก็ได้ ดังนั้นผมต้องการเพิ่มสิ่งนั้นเข้าไปในเกมส์ของตัวเอง"
การแสดงคุณสมบัติขึ้นอยู่กับบทบาทที่เขาได้รับจากสโมสรใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเป็น Achor Man ในตำแหน่งหมายเลข 6 หรือจะถูกขยับขึ้นไปเล่น Box-to-Box ในตำแหน่งหมายเลข 8 ซึ่งไรซ์มีคุณสมบัติที่เล่นได้ทั้งสองบทบาท นั่นคือเหตุผลหลักที่ทีมทำไมทีมใหญ่ในลีกจึงพร้อมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดีงเข้าไปร่วมทีม -

มิเกล อาร์เตต้า นั่งให้สัมภาษณ์กับมาร์ก้า สื่อดังในบ้านเกิด ที่ปราสาทซอนวิด้า เมืองมายอร์ก้า ซึ่งอาร์เตต้ามาใช้เวลา 2-3 วัน พักผ่อนที่บ้านของเขาบนเกาะ
การพาอาร์เซน่อลกลับมาลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน และการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพกับคอมมูนิตี้ ชิลด์ ไม่ใช่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวในช่วงเวลา 3 ปีของอาร์เตต้าที่อาร์เซน่อล มูลค่าที่ถูกประเมินของอาร์เซน่อล เพิ่มขึ้นจาก 369 ล้านยูโร เป็น 976 ล้านยูโร บูคาโญ ซาก้า (120 ล้านยูโร), มาร์ติน โอเดการ์ด (90 ล้านยูโร) หรือกาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (80 ล้านยูโร) คือตัวอย่างการเพิ่มมูลค่านักเตะในทีมของอาร์เตต้า
Q: หลังจากฤดูกาลอันทรหด กุนซือของอาร์เซน่อลทำอะไรในช่วงวันหยุด?
เหนือสิ่งอื่นใดคือ การพักผ่อนตัดขาดจากงาน และใช้เวลาร่วมกับครอบครัว เป็นช่วงเวลาเดียวของปีที่จะได้อยู่กับพวกเขาอย่างแท้จริง กับลูกสามคนของผม และภรรยา พ่อ-แม่ เพื่อนๆ แม้ว่าลูกๆ ของผมจะคลั่งไคล้ฟุตบอลเอามากๆ และลูกบอลมักจะกลิ้งไปมาในบ้านผมเสมอ
Q: แต่คุณตัดขาดได้จริงหรือ?
เมื่อคุณผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด คุณอยากที่จะลดอัตราการเต้นของหัวใจ แต่โทรศัพท์ก็ยังคงดังอยู่ เพราะสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน สัปดาห์แรกๆ ผมสามารถแยกตัวออกมาได้เล็กน้อย แต่เมื่อเราอยู่ช่วงกลางๆ ของตลาด ต้องมีการตัดสินใจบ้างอย่าง
Q: คุณได้ดูฟุตบอลบ้างไหม?
ผมได้ดูเกมส์ทีมชาติอยู่บ้าง และมีความสุขที่สเปนคว้าแชมป์ (ยูฟ่า เนชันลีก) แต่เราก็ต้องดูตัวเองด้วยเช่นกัน ว่ามีสิ่งใดที่เราควรจะต้องรักษาเอาไว้ และอะไรบ้างที่เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
Q: คุณปลุกจิตวิญญาณของสโมสรอาร์เซน่อลได้อย่างไร ในช่วงสามฤดูกาลครึ่งที่คุณคุมทีม
สิ่งนี้เริ่มต้นเมื่อสามปีที่แล้ว ผมเป็นผู้ช่วยของเป๊ป (กวาร์ดิโอล่า) ที่ซิตี้ เราเจอกับอาร์เซน่อล และผมมองเห็นจิตวิญญาณของสโมสรหายไป มันไม่สนุก ไร้ความรู้สึก แต่ตอนนี้ผมมีความสุขที่เรามีตัวตนที่ชัดเจน มีความสามัคคี และเต็มไปด้วยพลังงาน ที่สำคัญที่สุดตั้งแต่ระดับบนสุดลงมาถึงล่างสุดของสโมสร กำลังผลักดันไปในทิศทางเดียวกัน เราให้สิ่งที่แฟนบอลไฝ่ฝันและภูมิใจ และตอนนี้คุณต้องทำให้พวกเขามากขึ้นไปอีก
Q: ยุคของเวนเกอร์นั้นยาวนานมาก แฝงไปด้วยความสำเร็จ และปัญหาข้อบ่งพร่องด้วย คุณพบสิ่งที่ผิดปกติหรือไม่?
มันชัดเจนมาก ผมวาดรูปต้นไม้ และรากของมัน และบอกว่าปัญหาเป็นของเราเอง ทุกอย่างต้องได้รับการรักษา รวมถึงคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษา
Q: ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว การต่อสู้แย่งชิงแชมป์กับแมนซิตี้ เป็นความสำเร็จ หรือต้องคว้าแชมป์ให้ได้เท่านั้น?
ความสำเร็จคือการต้องคว้าแชมป์ นี่คืออาร์เซน่อล และระดับความต้องการอยู่ในระดับที่สูง จนถึงทุกวันนี้ ผมยังเจ็บปวดแบบสุดๆ ที่เราไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก หลังต่อสู้มายาวนาน 10 เดือนในการต่อสู้กับซิตี้ แต่นั่นคือกีฬา แต่สิ่งที่เราได้รับกับทีมที่อายุน้อยที่สุดในลีก นั้นคุ้มค่า สำหรับตัวผมเองด้วยเช่นกัน
Q: อาร์เซน่องขาดอะไรไปที่จะคว้าแชมป์?
หลายอย่าง เราเสมอสามเกมส์ติด (ลิเวอร์พูล, เวสต์แฮม และเซาแธมป์ตัน) มันเป็นการลงโทษเรา และโชคร้ายทั้งเกิดขึ้นในตอนที่เราขึ้นตอนที่เรานำคู่แข่ง 2-0 แต่เราทำคะแนนหลุดมือสองคะแนนถึง 2 เกมส์ มีผู้เล่นคนสำคัญ 2-3 คนได้รับบาดเจ็บ ทุกอย่างก็ซับซ้อนขึ้น เมื่อเราฟูลทีม เรามีความคงเส้นคงวา นอกเหนือจากนั้นคือคู่แข่งของเราคือทีมที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ โค้ชที่เก่งที่สุดในโลก เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับมัน และยินดีกับทีมแชมป์
Q: สำหรับคุณ เป๊ปคือโค้ชที่เก่งที่สุด?
ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เขาสุดยอดในทุกอย่าง การบริหารจัดการทีม การโน้มน้าวกลุ่มผู้เล่นด้วยไอเดียของเขา ดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกจากพวกเขา ตัดสินใจก่อนและระหว่างเกมส์ เป๊ปคืออัจฉริยะ
Q: คุณคิดว่าผลงานกับซิตี้ คืองานที่ดีที่สุดของเป๊ปหรือไม่?
มันอาจจะไม่ยุติธรรมที่จะมาเปรียบเทียบ ผลงานแต่ละชิ้นมีความโดดเด่น เป็นทีมที่แตกต่างกัน และมันถูกปรับให้เข้ากับผู้เล่นที่มี และแน่นอนเขาคว้าแชมป์ได้ตลอด
Q: ผมจำได้ในช่วงโค้งสุดท้ายที่เจอกับซิตี้ ผมไม่เห็นคุณทักทายเขาเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ยังดีอยู่หรือไม่?
ยอดเยี่ยม สามวันก่อนผมเพิ่งคุยกับเป๊ป แต่เราต่างอยากเป็นผู้ชนะ มีการแข่งขันที่สูง และเมื่อเราอยู่บนสังเวียน เรามีสมาธิจดจ่อมาก ความสัมพันธ์ที่ดีไม่มีวันหายไป
Q: ผมรู้จักกับคุณมามากกว่า 20 ปี และคุณไม่เคยที่จะยิ้มเลยเวลาคุมทีมข้างสนาม ข้างในคุณมันตึงเครียดอยู่ใช่ไหม?
ผมเป็นคนที่มีสมาธิ และมีส่วนร่วมในเกมส์ โดยตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม บางทีด้วยอายุมากขึ้น ผมอาจจะผ่อนคลายมากขึ้น (หัวเราะ)
Q: ในพรีเมียร์ลีก แต่ละเกมส์คือการต่อสู้ คุณเห็นตัวเองอยู่บนสังเวียนนี้ไปอีก 20 ปีหรือไม่
ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ผมสนุกกับทุกวัน การฝึกซ้อม ผมรักผู้เล่นของผม และสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นที่สโมสร ผมตื่นเต้นกับทุกเช้า และผมสาบานว่าฉันอยากจะไปทำงาน เราสร้างกลุ่มที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา และเรารู้ทิศทางที่จะนำเราไปสู่เส้นชัย
Q: คุณเห็นตัวเองเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในบางช่วงหรือไม่
ในหลายๆ ช่วงเวลา มันถูกทำให้เชื่อ แต่เมื่อเราเริ่มมีผู้เล่นบาดเจ็บ ผมรู้สึกว่ามันจะสร้างปัญหาให้กับเรา ไม่สามารถรักษาระดับการเล่นเอาไว้ได้ หากคุณต้องการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับซิตี้ คุณต้องไปให้ถึงเดือนเมษาและพฤษภาคม ด้วยผู้เล่นทั้งหมดที่คุณมี และพยายามให้ดีที่สุด แต่เราไม่ได้ไปที่นั่นแบบนั้น
Q: การที่ทีมที่อายุน้อย และไม่มีประสบการณ์หรือเปล่า
เรามีส่วนผสมที่ดีระหว่างประสบการณ์ และผู้เล่นอายุน้อย คนที่มีประสบการณ์มากกว่าเป็นต้นแบบให้กับนักเตะดาวรุ่งในทีม และเราก็มีผู้เล่นดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ที่มีศักยภาพมากมาย และเราสามารถพัฒนาความสามารถของพวกเขาได้ เพื่อให้ทีมมีความสามัคคี พวกเขาสนุก พวกเขาแข่งขัน และนั่นจะทำให้เราเป็นผู้ชนะ
Q: เพชรในมือคุณตอนนี้ คือ บูคาโญ ซาก้า ที่ตอนนี้มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านใช่หรือไม่
ผมไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีเครื่องจักรที่คุณป้อนข้อมูล และตัวแปรทั้งหมด แล้วมันก็ประเมินราคาของ ซาก้า ออกมา จริงที่เขาเป็นผู้เล่นที่ดีมาก และมีความสม่ำเสมอ และอายุแค่ 21 ปี เขามีความกระหาย เขาต้องการพัฒนา และเขามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำแบบนั้น ถ้าให้เลือกอะไรสักอย่าง ก็คงเป็นความสามารถที่ทำให้เราชนะในเกมส์ได้ เช่นเดียวกับ มาร์ติเนลลี่, เฆซุส หรือโอเดการ์ด
Q: คุณทำให้โอเดการ์ดกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อย่างไร?
ผมคิดว่ามันเป็นมุ่งมั่นของตัวเขาเอง เขาเข้าใจทุกอย่างได้ดี และเรียนรู้ได้รวดเร็ว เราช่วยเขาด้วยการให้ความรับผิดชอบ และความมั่นใจแก่เขา ด้วยการทำให้เขากลายเป็นกัปตันทีม ผมอธิบายให้เขาฟังว่า สิ่งนี้จะตามมาด้วยความต้องการที่มากขึ้น และความสามารถในการถ่ายทอดของคุณจะเป็นกุญแจสำคัญ เขาทำทุกอย่างที่จำเป็น เป็นคนที่ดูแลตัวเอง เขาใส่ใจในการปรับปรุงผู้อื่น เขาชอบศึกษา รักในเกมส์ มีความมุ่งมั่น และเชื่อว่าเขาสามารถเล่นในพื้นที่ที่ใกล้กรอบเขตโทษมากขึ้น จับบอลให้น้อยลง ตัวเลขสถิติของเขาดีมาก เขาเป็นกองกลางที่ทำประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเท่ากับแลมพาร์ด และเขายังอายุแค่ 24 ปี เขายังพัฒนาได้อีก
Q: เดแคลน ไรซ์ ดีพอที่อาร์เซน่อลจะยอมทุ่มเงินมากกว่า 100 ล้านยูโรหรือไม่?
ผมไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในสโมสรได้ ผมขอไม่พูดอะไรทั้งนั้น

Q: แล้วเราพูดถึงการเซ็น ไค ฮาแวร์ต ได้หรือยัง
พรสวรรค์มาพร้อมกับราคา และอาร์เซน่อลเราสนใจนักเตะอายุที่มีประสบการณ์เสมอ ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราไม่อยากพูดถึงนักเตะจากสโมสรอื่น แต่ในกรณีของไค เขาได้พิสูจน์อะไรมามากมาย รวมถึงในแชมเปี้ยนลีก เขาเป็นนักเตะที่มีความสามารถ เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง และอายุแค่ 24 ปี
Q: ดูเหมือนอาร์เซน่อลจะให้ความสนใจกับนักเตะของแมนซิตี้ เพราะอะไร?
มันง่ายมาก พวกเขาเป็นผู้เล่นที่ดี ผมรู้จักพวกเขา และผมซ้อมกับพวกเขามา 4 ปี ทั้งกาเบรียล เฆซุส และชินเชนโก้
Q: ซัมเมอร์นี้อาร์เซน่อลจะมีการลงทุนครั้งใหญ่ในการปรับปรุงทีม
เราได้สร้างทีมใหม่ขึ้นมาแล้ว โดยมีค่าเฉลี่ยอายุน้อยที่สุดในลีก และเพื่อสร้างผลงานและมูลค่า เรามีเจ้าของทีมที่ประสานสอดคล้องกับเรา สร้างทีมแห่งชัยชนะที่ยั่งยืน โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่เมื่อความต้องการสูงขึ้น คุณต้องเข้าไปในตลาดเพื่อค้นหาสิ่งที่เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
Q: มีความเชื่อว่าซิตี้คือทีมที่ลงทุนมากที่สุดในช่วงหลายปี แต่ความจริงเป็นอาร์เซน่อลที่มีบางฤดูกาลที่อาร์เซน่อลจ่ายเงินมากที่สุด นั่นบอกอะไรกับคุณ?
มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณประเมิน มูลค่าสุทธิหรือการลงทุนในหนึ่งปี 3 ปี หรือ 10 ปี? หรือว่าคุณให้ความสำคัญกับเพดานค่าเหนื่อยด้วย ประเด็นการลงทุนคือ ผู้เล่นที่คุณซื้อมีมูลค่าเท่าใดใน x ปี นั่นคือกลยุทธ์ของเรา
Q: เป้าหมายในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 23/24
ถ้าผมไม่มีเป้าหมายแบบนั้น ผมก็คงไม่นั่งอยู่ตรงนี้ นั่นคือความมุ่งมั่นของเรา เรารู้ว่ามันยาก นี่คือลีกที่ดีที่สุดในโลก และฤดูกาลหน้ามันจะยากกว่าเดิม ทั้งในแง่ของคุณภาพ ทรัพยากรในการลงทุนภายในลีก มีโค้ชเก่งๆ มากมาย ตอนนี้เรามีโปเซ็ตติโน่ และอิราโอล่า เข้ามาเพิ่ม การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกคุณต้องเป็นทีมที่ดีที่สุด
Q: คุณยังรู้สึกประหลาดใจหรือเปล่าที่แฟนบอลตะโกนชื่อคุณในสนาม
เราทุกคนล้วนชอบที่จะได้รับคำชม และระบุสิ่งที่เราได้ทำ เหนือสิ่งอื่นใด ผมต้องการให้แฟนบอลสนุก กับการเล่นของเราทุกจังหวะ
Q: มีข่าวว่าเปแอสเชได้ติดต่อคุณมาในช่วงซัมเมอร์ ผ่านข่าวในหนังสือพิมพ
ผมสามารถตอบได้เพียงว่าผมมีความสุขที่อาร์เซน่อล ผมรู้สึกรัก และเห็นคุณค่าจากเจ้าของทีม สแตนและจอร์จ และผมมีหลายอย่างที่ต้องทำที่นี่ ผมมีความสุขและขอบคุณอย่างมากที่ได้มาคุมทีมอาร์เซน่อล
Q: เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าที่มีคนแคว้นบาสก์ 4 คน เป็นผู้จัดการทีมพรีเมียณ์ลีกในฤดูกาลนี้
ถ้าหากบุคลิกของคนแคว้นบาสก์ที่สามารถเชื่อมโยงได้ดีกับฟุตบอลอังกฤษ ก็คงเป็นตัวตน และความจริงจังของเรา
Q: คุณชอบอะไรในตัวของซาบี้ เฮอร์นันเดซ
ผมรู้จักกับเขาตั้งแต่ตอนที่เราเล่นด้วยกันที่บาร์เซโลน่า การรู้สึกถึงบุคลิก และสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับเกมส์นี้มันชัดเจนมาก บาร์เซโลน่าต้องการคนแบบเขา เขาสามารถทนต่อแรงกดดัน และซื่อสัตย์ต่อความคิดของตัวเองเสมอในการปกป้องสโมสร และผู้เล่น
Q: คุณอยากที่จะเป็นโค้ชบาร์เซโลน่าหรือเรอัล มาดริด หากสักวันคุณออกจากอาร์เซน่อล?
สเปนคือประเทศของผม ผมห่างจากบ้านมานานหลายปีมาก และบางจังหวะอาจจะมีทางเลือกที่จะได้กลับมาที่นี่ และสัมพันธ์ประสบการณ์ที่แตกต่าง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
Q: คำถามสุดท้าย คุณคิดว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีกว่าตอนที่เป็นผู้เล่นหรือไม่?
ยากจริงๆ ผมเพิ่งมาเป็นโค้ชได้แค่สี่ปี และเป้าหมายของผมคือการเป็นโค้ชที่ดีที่สุดในโลก และเป็นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลกของอาร์เซน่อล เพื่อช่วยผู้เล่นเหล่านี้ และสโมสรแห่งนี้ให้ดีที่สุด เล่นให้ดีกว่าใคร และสามารถคว้าแชมป์ได้
-
อาร์เซน่อล เชื่อว่าพวกเขาหาตัวแทนของ กรานิต ชาคา ได้แล้ว และนักเตะคนดังกล่าวใช้เวลาส่วนใหญ่กับการค้าแข้งที่เชลชีในฐานะผู้เล่นหมายเลข 9
ไค ฮาแวร์ตซ์ กำลังจะย้ายจากตะวันออกของลอนดอน มาที่ลอนดอนเหนือ ด้วยข้อตกลงมูลค่า 65 ล้านปอนด์ ซึ่งใกล้เคียงกับราคาเบื้องต้นที่เชลชี จ่ายเพื่อซื้อเขามาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อสามปีที่แล้ว ข้อตกลงเหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ท็อด โบห์ลี เจ้าของร่วมของเชลชี แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการให้ ฮาแวร์ตซ์ ต่อสัญญาฉบับใหม่ โดยได้เงินเดือนที่ต่ำกว่าเดิม แต่เพิ่มเรื่องโบนัสที่มากขึ้น หรือไม่ก็พิจารณาขายเขาให้ทันก่อนวันที่ 30 มิถุนายน เพื่อให้ค่าตัวของฮาแวร์ตซ์ สามารถรวมอยู่ในบัญชีของเชลชี ประจำฤดูกาล 2022/23 เพื่อชดเชยจากการทุ่มเงินไปมากกว่า 600 ล้านในปีแรกของกลุ่มเจ้าของใหม่
เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิค สองยอดทีมแห่งยุโรปต่างแสดงความสนใจในตัวฮาแวร์ตซ์ แต่ทั้งคู่ไม่พร้อมที่จะทุ่มเงินตามมูลค่าที่เชลชีตั้งเอาไว้ ท้ายที่สุดเป็นอาร์เซน่อลที่ยอมจ่าย โดยเชื่อมั่นว่า ฮาแวร์ตซ์ จะลงตัวกับระบบการเล่นของมิเกล อาร์เตต้า
กุนซือหนุ่มชาวสเปน ได้รับการชื่นชอบอย่างมากในแง่ของสไตล์การเล่น และการฝึกสอนผู้เล่นแบบรายบุคคล และมีความเชื่อว่า ฮาแวร์ตซ์ จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่กับระบบการเล่นที่เน้นการครอบครองบอลของอาร์เซน่อล และพวกเขาก็มีโครสร้างทีมที่แข็งแรง รวมถึงความกระตือรือร้นที่จะขึ้นไปท้าทายแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนซิตี้อีกครั้งให้ได้
ด้วยวิสัยทัศน์ของอาร์เตต้า ฮาแวร์ตซ์ จะถูกวางให้เล่นในตำแหน่งเบอร์ 8 ฝั่งซ้าย ที่มีอิสระในการเชื่อมเกมส์ และเข้าโจมตีในพื้นที่สุดท้าย ด้วยการสอดทะลุจากแดนกลางขึ้นมา ขณะที่มี โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ ที่จะขยับจากแบ็คซ้าย มาเล่นตรงกลางด้านหลังเขาแทน
นั่นไม่ใช่บทบาทที่แปลกใหม่สำหรับฮาแวร์ตซ์ เพียงแค่ตอนที่อยู่กับเชลชี หลังจาก โธมัส ทูเคิ่ล หมดความเชื่อมั่นในตัว ติโม แวร์เนอร์ และโรเมลู ลูกากู ในปี 2022 ฮาแวร์ตซ์ก็กลายเป็นผู้เล่นในตำแหน่งหมายเลข 9 มาโดยตลอด
การที่ตอ้งเจอกับเซนเตอร์แบ็คที่มีรูปร่างสูงใหญ่ และต้องใช้พลังกำลังในการปะทะทุกๆ สัปดาห์ และส่วนใหญ่จะเป็นการรับบอลโดยหันหลังให้กับประตู มากกว่าที่จะเป็นการวิ่งสอดจากแนวลึกขึ้นมา แบบในสมัยที่เขาสร้างขื่อขึ้นมาที่เลเวอร์คูเซ่น
ภาพกราฟิก ด้านล่างจะเน้นย้ำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการเล่นของเขา นับตั้งแต่ที่ย้ายจากเยอรมันมาในเดือนกันยายน 2020 รูปแรกจะเป็นรายละเอียดตำแหน่งการเล่นของเขา ตลอด 4 ปีที่อยู่กับเลเวอร์คูเซ่น
และนี่คือข้อมูลของเขากับการเล่นในพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา มันแสดงให้เห็นว่าที่เชลชี เขาถูกขยับขึ้นไปเล่นเป็นกองหน้ามากถึง 63% และได้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก 23% ส่วนที่เลเวอร์คูเซ่น เขาใช้เวลาตรงพื้นที่ตรงกลาง กับริมเส้นฝั่งขวา ค่อนข้างเยอะ มีแค่ 17% ที่เขาขยับขึ้นไปยืนในตำแหน่งกองหน้า
ในเวลาเดียวกัน ความอันตรายและความเด็ดขาดของเขาก็ลดลงไปในฤดูกาลล่าสุด ไม่มีผู้เล่นคนใดในพรีเมียร์ลีก ที่ทำประตูได้ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับจำนวนประตูคาดหมาย (xG) ในฤดูกาล 2022/23 ฮาแวร์ตซ์ ยิงได้ 6 ประตู ขณะที่ค่า xG ของเขาอยู่ที่ 10.8 ติดลบ 4.8 แต่ในช่วง 2 ฤดูกาลสุดท้ายกับเลเวอร์คูเซ่น เขามีสถิติทำประตูได้มากกว่าค่า xG
ในโอกาสที่หาได้ยากที่เราจะได้เห็น ฮาแวร์ตซ์ ในสีเสื้อของเชลชี ที่เราได้เห็นเขาขยับมาทำเกมส์รุกตรงกลาง ซึ่งคือหนึ่งในเกมส์ที่เขามีผลงานดีที่สุดในฤดูกาล คือเกมส์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกสองกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อเขาเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 ในระบบ 3-4-3 โดยยืนอยู่ด้านหลังของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง
นั่นคือตำแหน่งและบทบาท ที่เขาสร้างชื่อกับเลเวอร์คูเซ่น ในช่วงท้ายฤดูกาล 2018/19 ภายใต้การคุมทีมของปีเตอร์ บอสซ์ ฮาแวร์ตซ์ ยิงไป 7 ประตูจาก 7 เกมส์สุดท้ายของฤดูกาล ช่วยทีมให้ทีมจบในอันดับท็อปโฟร์ และปีนั้น เขาจบในตำแหน่งดาวซัลโวของทีม (17 ประตู) ในจำนวนนั้นมีเพียงแค่ 2 ประตูที่เป็นการยิงในกรอบ 6 หลา
ระหว่างคุมทีมในช่วงเวลา 19 เดือนของ โธมัส ทูเคิ่ล เขานิยามฮาแวร์ตซ์เอาไว้ว่า เป็นผู้เล่นที่มีเอกลักษณ์ และมีความไฮบริด ระหว่างผู้เล่นหมายเลข 9 และ 10 เขาเป็นคนที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี เขามีจังหวะเวลาในการเข้าถึงเขตโทษที่ยอดเยี่ยม จบสกอร์เฉียบคม มีความนิ่งในกรอบเขตโทษ และรอบๆ กรอบเขตโทษ นั่นคือสิ่งที่ทูเคิ่ลเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021
มีเพียงแค่ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (349 ครั้ง) เพียงคนเดียวเท่านั้นที่วิ่งแบบไม่มีบอล (off-ball run) เข้าไปสู่กรอบเขตโทษของคู่แข่งมากกว่าฮาแวร์ตซ์ (334 ครั้ง) ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลก่อน และระยะทางในการวิ่งน้อยกว่าเพียงแค่ ซอน เฮืองมิน กองหน้าของสเปอร์ (1,093 ต่อ 1,070 หลา) แต่เขาก็เป็นผู้เล่นที่ถูกจับล้ำมากเป็นอันดับ 2 ของลีก (28 ครั้ง) เป็นรองแค่ เจมี่ วาร์ดี้ ของเลสเตอร์
การเคลื่อนที่เหล่านี้ เป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับแก่ทีม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการหาพื้นที่ให้กับตัวเอง หรือการสร้างพื้นที่ให้กับเพื่อนร่วมทีม ตัวอย่างการวิ่งแบบไม่มีบอลที่ดีที่สุดเมื่อก่อน คือประตูของเขาในเกมส์ชนะเลสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนมีนาคม เมื่อฮาแวร์ตซ์ วิ่งไปรับลูกชิพของ เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ์ ก่อนที่จะยกบอลข้ามหัว แดนนี่ วอร์ด ผู้รักษาประตูของเลสเตอร์ ซิตี้
อีกจังหวะที่มีความใกล้เคียงกัน กับประตูชัยในเกมส์ที่เชลชีชนะนิวคาสเซิ่ล เมื่อจอร์จินโญ่ วางบอลยาวเข้ากรอบเขตโทษ ฮาแวร์ตซ์ วิ่งไปในตำแหน่งที่เป็นจุดอับสายตาของ แดน เบิร์น ก่อนที่จะสะกิดบอลหนีมือ มาร์ติน ดูบราฟก้า เข้าไปตุงตาข่าย
จุดที่น่าสังเกต การวิ่งที่ดีที่สุดของ ฮาแวร์ตซ์ คือการวิ่งขึ้นมาจากแนวลึก ซึ่งนั้นจะช่วยเพิ่มมิติการเล่นในแนว Vertical ให้กับอาร์เซน่อลได้


ขณะที่ระบบการเล่นของอาร์เซน่อลในฤดูกาลที่แล้วคือ 4-3-3 แต่ในรูปแบบการขึ้นเกมส์รุกของพวกเขาจะเป็นลักษณะ 3-2-5 โดยมีผู้เล่นแบ็คซ้ายอย่าง ชินเชนโก้ ขยับขึ้นมาเป็นกองกลาง และปล่อยให้ผู้เล่นหมายเลข 8 สองคน มีอิสระในการทำเกมส์บริเวณ Half space ทั้งซ้ายและชวา
บทบาทของฮาแวร์ตซ์ ในระบบ 4-3-3 ของอาร์เซน่อล

โดยพื้นฐานแล้ว ด้วยบทบาทนี้จะช่วยฮาแวร์ตซ์ ทำเกมส์จากแนวลึก และในพื้นที่ Half space พอเขาโดนจับไปเล่นเป็นหมายเลข 9 ทำให้ความสร้างสรรค์ของฮาแวร์ตซ์ถูกมองข้ามไป ถ้าดูสถิติ ฮาแวร์ตซ์ เป็นผู้เล่นที่สร้างโอกาสทำประตูจากโอเพ่นเพลย์ได้มากที่สุดในทีมเชลชีเมื่อฤดูกาลก่อน (54 ครั้ง)เราสามารถจิตนาการได้ถึงการจบสกอร์ด้วยการวิ่งจากแนวลึกเข้ามาทำประตู เหมือนเช่น 2 ประตูของ มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ยิงใส่เชลชีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม และด้วยการที่ฮาแวร์ตซ์ เก่งมากกับการเคลื่อนที่แบบไม่มีบอล นั่นยิ่งจะทำให้เกมส์รุกของอาร์เซน่อลสามารถคุกคามคู่แข่งได้มากกว่าเดิม
เมื่อฤดูกาลก่อน อาร์เตต้า ปรับวิธีการเล่นของ กรานิต ชาคา ให้ขยับขึ้นไปยืนสูงกว่าเดิม แม้ว่าการเล่นเกมส์รุกจะไม่ใช่จุดเด่นของชาคา แต่เขายิงไปได้ถึง 9 ประตู 7 แอสซิท เป็นฟอร์มที่ดีที่สุดของชาคา นับตั้งแต่อยู่กับอาร์เซน่อลมา 7 ฤดูกาล


นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าโอกาสทำประตูที่ดีที่สุดของ ฮาแวร์ตซ์ ในการเล่นกับเชลชี มาจากการขึ้นเกมส์ทางปีกขวา ไม่ว่าจะเป็นการคลอส การสวนกลับ หรือการจ่ายบอลจากแนวลึกเข้ากรอบเขตโทษ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่า โอเดการ์ด กับบูคาโญ ซาก้า ที่จะช่วยกันถวายพาน โอกาสการทำประตูให้กับฮาแวร์ตซ์คำถามที่สำคัญในการเล่นบทบาทหมายเลข 8 ฝั่งซ้ายของฮาแวร์ตซ์ นั่นคือเขาจะทดแทนเรื่องการเล่นเกมส์รับแบบที่กรานิต ชาคา ทำได้หรือไม่ นั่นเป็นส่วนที่ท้าทายที่สุดในตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตามทูเคิ่ล เคยชื่นชอบเรื่องการ เพลสซิ่งที่ดุดัน ของฮาแวร์ตซ์ นอกจากนี้ การที่ฮาแวร์ตซ์ สามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ทำให้เขาสามารถถูกใช้งานในตำแหน่ง False 9 หรือริมเส้นฝั่งขวาได้อีกด้วย
นั่นจะทำให้มิเกล อาร์เตต้า มีขุมกำลังที่สามารถหยิบใช้ได้มากขึ้นกับฤดูกาลหน้า ที่พวกเขาจะได้กลับไปเล่นบทเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ครั้งแรกในรอบ 7 ปี และพวกเขาจะขึ้นไปลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งหรือไม่ แต่กับตลาดซัมเมอร์ เราได้เห็นความทะเยอะทะยานของสโมสรอาร์เซน่อล ที่พร้อมลงทุนก้อนโต สำหรับการพัฒนาทีมของพวกเขา ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
หลังจากได้ ไค ฮาแวร์ตซ์ มาแล้ว แฟนบอลของอาร์เซน่อลก็คงกำลังรอ เดแคลน ไรซ์ กองกลางตัวใหม่ และหาการย้ายทีมเกิดขึ้น ไรซ์ จะกลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรอาร์เซน่อลทันทีส่วนตัว ฮาแวร์ตซ์ เขาจะกอบกู้ชื่อเสียงและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของเขาได้หรือไม่? บทต่อไปของเขาในถิ่นเอมิเรสต์ สเตเดี้ยม จะเป็นคำตอบเอง.....
-

ไค ฮาแวร์ตซ์ จะเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญามูลค่าสูงที่สุดของพรีเมียร์ลีก ประจำซัมเมอร์นี้ แม้ว่าจะมีฤดูกาลที่ยากลำบากกับทางเชลชี
อาร์เซน่อล กำลังเจรจาเพื่อเซ็นสัญญาเขาด้วยค่าตัวระดับ 60 ล้านปอนด์ แม้ว่านักเตะจะมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอตลอด 3 ปีที่ค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาด้วยค่าตัวมหาศาล 75 ล้านปอนด์ แล้วอะไรคือคุณสมบัติที่ทำให้อาร์เซน่อล และมิเกล อาร์เตต้า สนใจในตัวเขา?
ด้วยความคืบหน้าที่ใกล้จะทำให้ ฮาแวร์ตซ์ ย้ายไปที่เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม Joe Shread และ Nick Wright ของสกายสปอร์ต จะวิเคราะห์ทั้งในมุมของเชลชี และอาร์เซน่อล
ฮาแวร์ตซ์กับเชลชีเป็นเรื่องยากที่จะตัดสิน
ฮาแวร์ตซ์ ย้ายจากเลเวอร์คูเซ่น มาอยู่กับเชลชีในซัมเมอร์ปี 2020 ดาวเตะทีมชาติเยอรมันวัย 24 ปี ทำไป 32 ประตูจาก 139 เกมส์ที่ลงเล่น ค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อเกมส์ของฮาแวร์ตซ์ที่เชลชีคือ 0.23 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่เลเวอร์คูเซ่น 0.31 ประตู
ในฤดูกาล 2022/23 เขาดูจะทำผลงานได้ค่อนข้างย่ำแย่ โดยมีเพียง แพทริก แบมฟอร์ด ของลีดส์ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ใช้โอกาสเปลืองกว่าฮาแวร์ตซ์ ในแง่ของ xG (Expected Goals) รวมถึงฮาแวร์ตซ์ พลาดโอกาสสำคัญ 14 จาก 18 ครั้ง
แต่กองหน้าไม่อาจตัดสินจากจำนวนประตูเพียงอย่างเดียว การยิงประตูสำคัญๆ ให้กับทีมก็เป็นอีกปัจจัย ฮาแวร์ตซ์ เป็นคนยิงประตูชัยพาเชลชี คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก และคลับ เวิร์คคัพ นั่นเป็นจุดที่สร้างชื่อให้กับเขาในการเล่นกับเชลชี
แต่เรื่องจำนวนการผลิตประตูสำหรับกองหน้าของทีมชั้นนำของยุโรป กับการยิง 6 ประตูจาก 31 เกมส์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก มันย่อมมีความคาดหวังตัวเลขที่มากกว่านั้น อย่างไรก็ตามมันก็มีเครื่องหมายคำถาม เกี่ยวกับการใช้งาน ฮาแวร์ตซ์ ของเชลชี ที่อาจเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเขาเอาไว้ เขามักจะถูกใช้ในฐานะกองหน้าที่โดดเดี่ยว พร้อมกับแบกภาระในการทำประตูของทีมเอาไว้
ไม่ใช่ว่าการเล่นหมายเลข 9 ไม่เหมาะกับฮาแวร์ตซ์ หากเขาได้รับอิสระในการถอยลงมารับบอลลึก และประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ด้านหลังหรือด้านข้าง มันจะเป็นเรื่องง่ายที่เขาจะเล่นในบทบาท False 9 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในไม่ใช่บทบาทของเขาที่เชลชี
นอกจากนี้ เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ลงเล่นในตำแหน่งหมายเลข 8 หรือหมายเลข 10 ซึ่งเป็นสองบทบาทที่ดูเหมือนจะเหมาะกับความสามารถของเขา ในการ Off the ball เข้าไปทำประตูในกรอบเขตโทษ
ทำไมสถิติเรื่องการจบสกอร์ของเขาจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับอาร์เซน่อล
สถิติการทำประตูของฮาแวร์ตซ์กับเชลชี สร้างความกังวลให้กับแฟนบอลของอาร์เซน่อล แต่หากย้อนไปสมัยอยู่กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เขายิงไป 38 ประตูจาก 87 เกมส์ และยิงไป 13 ประตูจาก 36 เกมส์ให้กับทีมชาติเยอรมัน สำหรับอาร์เซน่อล ความหวังคือตัวเลขเหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของศักยภาพที่แท้จริงของเขาในฐานะตัวจบสกอร์ มากกว่าตัวเลขที่เขาสร้างขึ้นในช่วง 3 ปี ที่มีความสับสนอลหม่านที่มีการเปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชถึง 3 ครั้ง
ฮาแวร์ตซ์ แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถที่จะเล่นเป็น False 9 แต่สิ่งที่สามารถอธิบายตัวเขาได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ผู้เล่นตำแหน่งกองกลางที่หาพื้นที่ในกรอบเขตโทษได้ดี เขายังเป็นผู้เล่นจอมเทคนิคเวลาที่ได้ครอบครองบอล และด้วยสไตล์การเล่นที่ดูเหมือนจะเฉื่อยช้าทำให้เขานึกถึง ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตกองหน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และสเปอร์
และไม่ว่าเขาจะอยู่บริเวณริมเส้น หรือตรงกลาง การเคลื่อนที่ของเขายอดเยี่ยมมาก ฮาแวร์ตซ์มองหาทางเลือกให้กับเพื่อนร่วมทีมเสมอในพื้นที่สุดท้าย เห็นได้จากจำนวนการวิ่งแบบไม่มีบอลของเขา ฤดูกาลที่แล้วในพรีเมียร์ลีก ซอน เฮืองมิน ของท็อตแน่มเท่านั้นที่ทำได้มากกว่าเขา
นอกจากนี้เขายังอยู่ในอันดับสามของจำนวนการวิ่งในจังหวะเล่นเกมส์บุกเป็นอันดับ 3 ของลีก เป็นรองแค่ ซอน และโอลี่ วัตกิ้นส์ กองหน้าของแอสตัน วิลล่า และเขาอยู่ในอันดับ 5 ในการวิ่งท้าทายแนวเกมส์รับของคู่แข่ง
"การเคลื่อนที่ระหว่างไลน์ของเขามันสุดยอดมาก" ทายฟุน คอร์คุต อดีตผู้จัดการทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นเคยให้สัมภาษณ์กับสกายสปอร์ตเมื่อปี 2020 "เขารู้ดีว่าควรยืนตรงไหน เขามองเห็นช่องว่างที่เขาจำเป็นต้องไปอยู่ เมื่อช่องว่างปิดลง เขาจะขยับไปในช่องถัดไป ดังนั้นเขาไม่เพียงแค่ควบคุมบอล เขายังควบคุมพื้นที่ได้อีกด้วย นั่นทำให้เขาไปอยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ"

เขามอบมิติการเล่นใหม่ๆ ให้อาร์เซน่อลได้อย่างไร
การเคลื่อนที่และการเล่นกับพื้นที่ของ ฮาแวร์ตซ์ เป็นสิ่งที่อาร์เตต้าสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่ต้องสงสัย เขาชอบให้ผู้เล่นแนวรุกมีการสลับตำแหน่งอยู่บ่อยครั้ง เพื่อทำให้คู่แข่งยากที่จะคาดเดา ความเก่งของฮาแวร์ตซ์ จะมีคุณค่ามากๆ
ตลอดสามปีกับเชลชี ฮาแวร์ตซ์ ถูกใช้งานในตำแหน่งกองหน้า และริมเส้นฝั่งขวามากกว่าตำแหน่งอื่นๆ แต่บางคนมองว่าตำแหน่งกองกลางคือตำแหน่งที่ดีที่สุด "บางทีตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขาคือหมายเลข 8 ในระบบ 4-3-3" จากคำพูดของคอร์คุต อดีตผู้จัดการทีมเลเวอร์คูเซ่นในปี 2020
แน่นอนว่านี่คือรูปแบบการเล่นที่อาร์เตต้าใช้ที่อาร์เซน่อล และตำแหน่งหมายเลข 8 ฝั่งขวา ที่ปัจจุบันมี มาร์ติน โอเดการ์ด เป็นเจ้าของ นั่นก็อาจจะเป็นหนึ่งในหลายบทบาท ที่ฮาแวร์ตซ์ สามารถเข้าไปเติมเต็มได้
นอกจากนี้การที่เขาถนัดทั้งสองเท้า จะทำให้เขาสามารถไปเล่นหมายเลข 8 ฝั่งซ้าย ในบทบาทที่กรานิต ชาคา ทำไว้เมื่อฤดูกาลก่อน ขณะที่ก็อาจจะเป็นทางเลือกในการเข้ามาสนับสนุน บูคาโญ ซาก้า ทางริมเส้นฝั่งขวา ซึ่งตลอดสองปีซาก้า ต้องแบกภาระงานอันเหน็ดเหนื่อยมาตลอดสองฤดูกาลหลังสุด
แล้วเขามีศักยภาพที่จะลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าที่อาร์เซน่อลได้หรือเปล่า?
ฮาแวร์ตซ์ ไม่ได้มีสไตล์การเล่นแบบเดียวกับ กาเบรียล เฆซุส ในแง่ของการเคลื่อนที่ ความขยัน และความสามารถในการไล่เพลสซิ่ง แต่ด้วยรูปร่างที่สูง 6 ฟุต 2 นิ้ว จะเพิ่มความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศ ที่อาร์เซน่อลยังไม่มีกับผู้เล่นตำแหน่งนี้ นอกจากจะสูงแล้ว ฮาแวร์ตซ์ ยังมีความแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะในการดวล ฤดูกาลที่แล้ว เขาโหม่งไป 3 ประตูในพรีเมียร์ลีก ขณะที่มีผู้เล่นเพียงแค่ 8 คนในลีกที่พยายามขึ้นเล่นลูกโหม่งมากกว่าเขา และมีเพียง 11 คน ที่โหม่งบอลเข้ากรอบมากกว่าเขา
เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีก ฮาแวร์ตซ์เอาชนะในการโหม่งบอลได้ 56% เป็นสถิติที่สำเร็จมากกว่า ไอแวน โทนี่ย์ หรืออเล็กซานดาร์ มิโตวิช ด้วยซ้ำ (48%) ขณะที่เฆซุส มีสถิติชนะในการแย่งโหม่งแค่ 37% เท่านั้น
ท้ายที่สุดการย้ายมาเล่นกับอาร์เซน่อลของ ฮาแวร์ตซ์ อาจจะเหมาะสมกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เชลชีก็จะได้เงินชดเชยจากที่เคยซื้อมา 75 ล้านปอนด์ แล้วเชลชีก็ได้ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู กองหน้าคนใหม่เข้ามาเสริมทัพแล้ว
ส่วนฝั่งอาร์เซน่อล พวกเขาก็จะได้ผู้เล่นที่ยังมีศักยภาพสูง แต่ยังไม่สามารถรีดศักยภาพของนักเตะออกมาได้อย่างเต็มที่ ด้วยอายุแค่ 24 ปี เขายังมีช่วงเวลาในการพีกรออยู่ข้างหน้า และด้วยความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง ทำให้อาร์เตต้ามีทางเลือกในเกมส์รุกที่หลากหลายมากขึ้น
สำหรับตัวฮาแวร์ตซ์ มันจะเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของเขา และเป็นโอกาสที่เขาจะได้แสดงศักยภาพและความสามารถอีกครั้ง แบบที่เคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นดาวรุ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในยุโรปในสมัยที่อยู่ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น
-

นี่คือบทความแรกในซีรีย์ยาวเกี่ยวกับ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล จากดิ แอธเลติก (The Athletic)
ขบวนรถสามคันเดินทางออกจาก ซาน เซบาสเตียน มุ่งหน้าสู่บาร์เซโลน่า ในเดือนกรกฏาคม 1997 เด็กสามคนที่มีความฝันในการลงเล่นให้กับ "เบลากรานา" อันโด่งดัง จอน อัลวาเรซ, มิเกล ยานฆวน และมิเกล อาร์เตต้า วัย 15 ปี กำลังมุ่งหน้าไปที่เอฟซี บาร์เซโลน่า
ทั้งสามคนเป็นเพื่อนร่วมทีมเยาวชนท้องถิ่นชื่อดังอย่าง "Antiguoko" เป็นเวลา 6 ปี แต่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดินทาง 5 ชั่วโมงครึ่งข้ามคาบสมุทรไอบีเรีย จากตะวันออกเฉียงเหนือไปยังตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน และผ่านการทดสอบฝีเท้า 1 สัปดาห์ที่สถาบันลามาเซีย อันโด่งดัง
พวกเขาลงเล่น 3 เกมส์ และทั้งหมดได้รับสัญญาจากบาร์เซโลน่า ที่นี่กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของพวกเขา ดังนั้นทั้งสามคน จึงต้องอาศัยอยู่ในห้องพักที่มีเตียง 10-12 เตียงในแต่ละห้อง การเรียน, การฝึกซ้อม, การกิน และการนอน เป็นกิจวัตรใหม่ แต่ในขณะที่บางคนที่รับมือกับชีวิตใหม่นี้ได้ บางคนก็ไม่ได้
ยานฆวนให้สัมภาษณ์กับดิแอธเลติกว่า: "มันเป็นเรื่องยากสำหรับผม ผมนอนไม่หลับเลย ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น ผมไปโรงเรียนด้วยความอ่อนล้า ผมมีอาการโฮมซิก ผมร้องไห้หนักมากในห้องของตัวเอง ผมอยู่ที่นั่นแค่ปีเดียว เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายสำหรับผมจริงๆ ผมไม่เคยบอกมิเกลว่าผมรู้สึกแย่แค่ไหน เพราะผมค่อนข้างชอบที่จะปิดบังความรู้สึกของตัวเอง"
"มันแตกต่างออกไปสำหรับมิเกล เขาเป็นคนที่เปิดกว้าง และพูดคุยกับทุกคนได้ เขามีความสามารถที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ เขามีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งมากๆ คุณสามารถเห็นได้ว่าเขามั่นใจ 100% เกี่ยวกับความสามารถของตัวเองที่จะเล่นและประสบความสำเร็จที่นี่"
(จากซ้ายไปขวา) มิเกล อาร์เตต้า, มิเกล ยานฆวน และจอน อัลวาเรซ ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก่อนที่จะย้ายไปบาร์เซโลน่า
จากกระทั่งถึงจุดที่คิดบ้านจนทนไม่ไหว ยานฆวน และอาร์เตต้า ดูเหมือนจะเดินทางบนเส้นขนานในชีวิต ยานฆวนกล่าวว่า: "ผมจะเห็นเขาเล่นฟุตบอลที่ชาดหาด เพราะทุกคนเริ่มต้นที่นี่ในซานเซบาสเตียน เมื่อเราเข้าร่วมทีมท้องถิ่น Antiguoko เห็นได้ชัดว่ามิเกล แตกต่างออกไป ความสามารถด้านเทคนิคของเขาน่าทึ่งมาก เขาไม่ได้เร็วหรือว่าแข็งแกร่งมากนัก แต่เขาเล่นบอลฉลาด และเล่นระหว่างกองกลางกับกองหน้า ในแบบที่โอเดการ์ดกำลังทำอยู่ตอนนี้ ผมเองก็มีพรสวรรค์ แต่ไม่ได้เก่งเท่ากับมิเกล"
โรแบร์โต้ มอนเทียล บอกเล่าเรื่องราวที่เขารับรู้ได้ทันทีว่า อาร์เตต้า ไม่เหมือนเด็กคนอื่นที่เขาเคยเห็น ทีม Antiguoko ลงเล่นพบกับ เรอัล โซเซียดัด หนึ่งใน 2 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นบาส์ก และเมื่ออาร์เตต้าได้รับบอล เขาเลี้ยงบอลผ่านทุกคนที่ขวางหน้า และตักบอลข้ามหัวผู้รักษาประตูด้วยเท้าข้างที่ไม่ถนัด แม้ว่าลูกนี้จะข้ามคานออกไป แต่เราทุกคนต่างมองหน้ากันว่ามันน่าทึ่งมาก
"เขาตัวเล็กเมื่อเทียบกับอายุของเขา และค่อนข้างขี้อายกับเพื่อนร่วมทีม แต่ไม่ใช่ในสนาม เขาเป็นนักสู้" มอนเทียลกล่าวกับดิแอธเลติก "เขาไม่ใช่เด็กที่ต้องพึ่งพาครอบครัว เขาเป็นอิสระมากๆ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เขาเติบโตด้วยตนเอง เมื่ออายุ 14 ปี เราก็ย้ายเข้าไปอยู่กับรุ่นอายุเดียวกับ ซาบี้ อลอนโซ่ ซึ่งเขาปรับตัวได้เร็วมากๆ "
ยานฆวน และอาร์เตต้า เรียนอยู่ที่โรงเรียน Barandiaran Lizeoa ตอนอายุ 13 ปี ในไม่ช้า แอธเลติก บิลเบา อีกหนึ่งยอดทีมประจำแคว้น ก็เชิญพวกเขาไม่ฝึกซ้อมกับสโมสร เป็นเวลา 5 เดือนที่พวกเขาต้องนั่งแท็กซี่ 1 ชั่วโมงไปที่ศูนย์ฝึกเลเซมา หลังเลิกเรียนเวลา 15.00 น. แต่หลังจากสร้างความประทับใจใน อีสเตอร์ ทัวร์นาเมนท์ ที่เจอกับทีมระดับอาชีพ บาร์เซโลน่าก็ได้มีการติดต่อทาบทามพวกเขา
ด้านล่างคือรูปภาพที่ ยานฆวน กับอาร์เตต้า ยืนอยู่เคียงข้างกันที่ลามาเซีย โดยมีฉากหลังเป็นสนามคัมป์นู มีเด็กชาย 39 คน ถ่ายรูปหมู่ ประกอบด้วยทั้งนักฟุตบอล และบาสเก็ตบอล นอกจากนี้ยังมีภาพเด็ก 13 ปีที่ชื่อ "อันเดรส อิเนียสต้า" นั่งอยู่ด้านหน้าตรงกลาง

การถูกโยนเข้าไปในสภาพแวดล้อมที่เข้มข้นของหนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่พยายามหาช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในปีนั้น ยานฆวน นึกถึงช่วงเวลาที่พวกเขาเล่นไพ่ และเดินทางไปที่โรงหนังเพื่อดู "ไททานิค" กับเพื่อนๆ ร่วมทีม และหนึ่งในนั้นคือ วิคตอร์ บัลเดส ผู้รักษาประตูของบาร์เซโลน่าและทีมชาติสเปนในอนาคต
ยานฆวน พยายามดิ้นร้นเพื่อค้นหาความสุข และทนทุกข์กับการอยู่ห่างจากครอบครัวของเขา "ครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับเขาคือเมื่อตอนที่ผมกล่าวคำอำลา และกลับบ้าน" ยานฆวนกล่าว
ยานฆวน ย้ายไปร่วมทีมเยาวชนของสโมสรแอธเลติก บิลเบา แล้วก็ย้ายไปที่เออิบาร์ ก่อนที่จะลงเล่นกับหลายสโมสรในแคว้นบาส์ก จนกระทั่งอายุ 30 ปี ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่นอกมืองซาน เซบาสเตียน กับภรรยาและลุกๆ โดยทำงานเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจและเป็นโค้ชทีมบียาโบนา ในท้องถิ่นอีกด้วย
อัลวาเรซยังคงอยู่กับบาร์เซโลน่า แม้ว่าเขาจะไม่เคยสร้างชื่อในฐานะของนักเตะก็ตาม เขากลายเป็นนักกายภาพบำบัดที่สนามคัมป์นูตั้งแต่ปี 2005

อาร์เตต้า เติบโตอยู่ระหว่าง 2 กองกลางระดับตำนานของบาร์เซโลน่า ซาบี้ เอร์นานเดช และอินเนียสต้า
"เราซ้อมกันอย่างหนัก" โรแบร์โต้ ทราซอร์ราส อดีตเพื่อนร่วมทีมของอาร์เตต้า เขาลงเล่นมากกว่า 300 เกมส์ให้กับเซลต้า บีโก้ และราโย บาเยกาโน่ และลงเล่นให้กับทีมชาติสเปน รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เขาย้ายมาอยู่กับบาร์เซโลน่าก่อนอาร์เตต้า 2 ปี เขาย้ายมาจากแคว้นกาลิเซีย ที่ไกลกว่าซาน เซบาสเตียน ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของสเปน เขาจึงรู้ว่าการมาอยู่ที่นี่นั้นยากเพียงใด
"ปีนั้นเป็นปีที่ดีมาก ซึ่งมีผู้คนมาจากทั่วทั้งสเปน มันยากสำหรับพวกเราทุกคนในตอนแรก ที่ไม่มีครอบครัวและเพื่อนฝูง การเปลี่ยนเมืองและวัฒนธรรม การปรับตัวให้เข้ากับประเพณีอื่นๆ แต่หลายสัปดาหืผ่านไปทุกอย่างก็สงบลง"
"แต่อาร์เตต้าเป็นคนที่ชอบเข้าสังคมมาก ขี้เล่นอยู่ตลอดเวลา เขาเข้ากับพทุกคนได้ โดยเฉพาะกับผมและนาโน" นาโน เล่นในตำแหน่งกองหน้า เขากับอาร์เตต้า เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติสเปน ที่คว้าแชมป์ยูโรในปี 1999
โจฟรา มาตูร์ เป็นเด็กฝึกของลามาเซีย เขาอายุมากกว่าอาร์เตต้า 2 ปี และอยู่ในระบบเยาวชนลามาเซียมาแล้ว ผู้เล่น 6-7 คน มักจะถูกตัดออกเมื่อจบฤดูกาล โดยผู้เล่นที่ดีที่สุดจากทั่วประเทศจะถูกส่งมาแทนเพื่อยกระดับทีมขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายและอาร์เตต้ายอมรับมัน เขาได้เลื่อนมาเล่นกับทีมบาร์เซโลน่า เบ
"เขาเป็นคนที่จริงจังมาก สำหรับคนที่อายุยังน้อย" มาตูร์กล่าว

"ธิอาโก้ ม็อตต้า เข้ามาร่วมทีมเบ ในเวลาต่อมา พวกเขามีความคล้ายกันมาก พวกเขามีความคิดที่ชัดเจน และรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี"
การเข้าใจปรัชญาลูกหนังของบาร์เซโลน่า และทำตามแนวความคิดของ โยฮันส์ ครัฟฟ์ มาใช้ มีความสำคัญมากพอๆ กับพรสวรรค์ตามธรรมชาติ นี่คือโรงงานผลิตนักเตะเพื่อป้อนสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งเวลานั้น หลุยส์ ฟาน กัล เป็นผู้จัดการทีม
"เราฝึกซ้อมโดยไม่มีทฤษฏี" มาตูร์อธิบาย "การฝึกซ้อมทุกครั้งจะเกี่ยวกับการรับรู้ว่าคุณอยู่ตรงไหนในสนาม ลูกฟุตบอล และคู่แข่ง คุณต้องเรียนรู้วิธีและเวลาที่จะมองไปรอบๆ ตัวคุณ ตอนนั้นไม่ได้มีเซซซั่นในการศึกษาวีดีโอ มันเป็นการแค่ครองบอลและครองบอล พวกเขาต้องการให้คุณคิดออกเอง พวกเขาให้ความอิสระแก่คุณ แต่ความอิสระที่ถูกบังคับให้อยู่ในกฏและบริบทของพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งคุณต้องคิดใ้ห้เร็วและรู้วิธีแก้ไข มันเกี่ยวกับการทำซ้ำเรื่อยๆ"
"มิเกล ไม่ใช่ผู้เล่นตัวรับ แต่เขาเล่นในตำแหน่งหมายเลข 4 เขามีความสามารถในการคิดเร็ว เขามีพลังงานและความเข้มข้นมากกว่าคนอื่นๆ เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากๆ"
"เกิดการต่อสู้ระหว่างผู้เล่น 2 คนในการฝึกซ้อม คนหนึ่งเข้าเสียบสกัดอย่างหนัก กับอีกคนที่บ่นไม่พอใจ มิเกล เป็นคนแรกที่เข้ามา แล้วบอกว่า 'ไม่ นายเล่นแบบนี้ในวันอาทิตย์ได้ แต่ที่นี่มีแต่เพื่อนร่วมทีม ดังนั้นเก็บแรงและความรุนแรงของนายเอาไว้ หรืออะไรก็ตามเพื่อตอนนั้น นั่นเป็นเวลาที่เราทุกคนอยู่กับนาย' "
"เขามีความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเขาเริ่มเรียนขับรถ ผมถึงยอมปล่อยให้เขาได้ใช้ของผม เขาบอกว่า โจฟีร์ แค่นาทีเดียว ฉันจะแสดงให้นายเห็นว่าฉันขับรถเก่งแค่ไหน แต่แล้วเขาก็ขับไปชนรถอีกคัน ดีที่ไม่มีอะไรเสียหายร้ายแรง แต่เขาก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ"

อาร์เตต้า ได้ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมกับทีมชุดใหย่ของบาร์เซโลน่า ซึ่งมี กวาร์ดิโอล่า, หลุยส์ ฟิโก้, หลุยส์ เอ็นริเก้, แพทริค ไคลเวิร์ต และริวัลโด้ นี่คือปี 1999 ซาบี้ และคาร์เลส ปูโยล ได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ รวมถึงนาโน เพื่อนของอาร์เตต้า ก็ได้ประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ แต่หลุยส์ ฟาน กัล ไม่เป็นที่ชื่นชอบจากแฟนบอลบาร์เซโลน่า แม้ว่าจะพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัยใน 2 ปีแรกของเขา ก่อนที่เขาจะออกจากทีมไปในฤดูกาล 1999/2000
มีผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางเข้ามาเพิ่มในช่วงซัมเมอร์ปีนั้น อีวาน เด ลาเปนญา, เอ็มมานูเอล เปอตีต์ และเคราร์ด โลเปซ ถูกเติมเข้ามาในทีมของ โลเรนโซ่ เฟร์เร่ นั่นหมายความว่า อาร์เตต้า จะต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งกับทั้ง กวาร์ดิโอล่า, เอ็นริเก้, ฟิลิปป์ โคคู, เดลาเปนญา, เปอตีต์, โลเปซ, ซิเมา, เซนเด้น และยารี่ ลิตมาเน่น รวมถึงรุ่นพี่จากลามาเซียอย่าง ซาบี้, กาบรี้ และเซอร์คิโอ ซานตามาเรีย แล้วยังต้องไม่ลืมว่ามี อินเนสต้า อีกคน
มาตูร์กล่าวว่า: "ผมไม่เห็นทางที่มิเกล จะขึ้นสู่ชุดใหญ่บาร์เซโลน่า ทุกคนรู้ว่าเขามีโอกาส เพราะด้วยคุณภาพของเขา แต่ซาบี้ก็โดดเด่นเหลือเกิน และอินเนียสต้าสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง แล้วกับยุคของเฟร์เร่ เราเคยมีโมเดลสัญญาที่เราจะเซ็นสัญญากัน 5 ปี และระบุสิ่งที่จะได้รับในแต่ละปี อาร์เตต้า, ทราซอร์ราส และนาโน เลือกที่จะเซ็นสัญญาที่สั้นลงแต่รับเงินมากขึ้น พวกเขาเริ่มตระหนักว่าอนาคตของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่บาร์เซโลน่า มันเป็นการเริ่มต้นสู้ยุคใหม่ในอะคาเดมี่"
กลางฤดูกาล 2000/01 อาร์เตต้า ย้ายไปเล่นกับปารีส แซงต์แชร์กแม็งด้วยสัญญายืมตัว 18 เดือน พ่วงออปชันในการซื้อขาดเอาไว้ด้วย เขาไม่มีที่ว่างในทีมชุดใหญ่ และไม่เคยลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่าเลย
โลเรนโซ่ เซอร์ร่า เฟร์เรร์ กล่าวว่า "อาร์เตต้า เป็นผู้เล่นที่ผมคิดว่ามีความสามารถที่จะเป็นนักเตะบาร์เซโลน่า แต่เรามีผู้เล่น 4 หรือ 5 คนที่สามารถเล่นในตำแหน่งกองกลาง เขาเข้าใจคอนเซ็ปและสไตล์การเล่นอย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่มีร่างกายที่แข็งแกร่ง ดังนั้นเขาจึงใช้ความฉลาดในการเล่นฟุตบอล และความสามารถในการควบคุมบอล และเลือกจังหวะการจ่ายที่ถูกต้อง"
"ฟาน กัล คิดว่าเขายังเด็ก และซาบี้ก็ก้าวกระโดดไปแล้ว มิเกลมีความชัดเจนว่าถ้าหากเขาไม่ได้เล่นกับทีมชุดใหญ่ เขาต้องการย้ายออกไป"
ในช่วงเวลาหนึ่งฤดูกาลครึ่งของเขาที่ปารีส เขาอายุเพียงแค่ 18 ปี และได้อยู่ในทีมที่มีสตาร์ดังอย่าง เมาริสซิโอ โปเซ็ตติโน่, กาเบรียล ไฮน์เซ่, เจย์ เจย์ โอโคชา และนิโกล่า อเนลก้า ต่อมาในซัมเมอร์ปี 2001 เปแอสเช ได้ดึง โรนัลดิญโญ่ มาจากเกรมิโอ ในบราซิล

เฟอร์นันเดส ผู้จัดการทีมเปแอชเชในเวลานั้น และอาร์เตต้าเคยบอกว่าเขาหนึ่งเป็นผู้จัดการทีมที่มีอิทธิพลที่สุดในเส้นทางอาชีพของเขา กล่าวว่า: "ผมได้คุยกับเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ แต่เรามีผู้เล่นที่พูดภาษาสเปนได้หลายคนในทีมทั้ง โปเซ็ตติโน่ คริสโตบัล และผมด้วย ดังนั้นมันจึงทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น แต่เขาก็เรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสได้อย่างรวดเร็ว"
"มิเกล เป็นเด็กที่ฉลาด เขาปรับตัวได้อย่างชาญฉลาดทั้งในและนอกสนาม เขาเป็นคนที่เรียบร้อย มีสัมมคารวะ ที่เปแอสเช เราขอให้เขารับบอล พลิกบอลไปเล่น ด้วยคุณภาพของเขาและทักษะในการครองบอล มันทำให้เขาทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้น เขาเป็นเด็กที่ฉลาดมาก"
อาร์เตต้า รับบทบาทเพลย์เมกเกอร์ แม้ว่าเขาจะเป็นสมาชิกในทีมที่อายุน้อย แต่ทางเฟอร์นันเดส ไม่ได้มีความกังวลกับความรับผิดชอบที่เขามอบให้กับอาร์เตต้า "ผมอยู่ในฐานะโค้ช ผมพยายามสร้างกลุ่มผู้เล่นที่เข้ากันได้ดี ที่อยากเล่นฟุตบอลด้วยกัน มีสภาพจิตใจที่ดี ทีมมีสไตล์การเล่นในสนามที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผมได้เสมอ เกี่ยวกับระบบ และการยืนตำแหน่ง เราสามารถทำให้พวกเขาสามารถเติบโตขึ้นในฐานะของผู้เล่น ดังนั้นผมจึงมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือพวกเขาและมิเกลด้วย"
ด้วยฝึเท้าของซาบี้ และอินเนียสต้า บีบโอกาสของอาร์เตต้าที่บาร์เซโลน่า แน่นอนว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกองกลางแห่งยุคของบาร์ซ่า เคียงคู่กับ เซอร์คิโอ บุสเกตต์ แต่มันจะมีที่ว่างสำหรับอาร์เตต้า หากไม่มีผู้เล่นถูกดึงเข้ามาในทีมมากเกินไป มันทำให้เขาขึ้นมาช่วงที่มีการแข่งขันภายในทีมมากที่สุด
เซอร์ร่า เฟร์เรร์ กล่าวปิดท้ายว่า: "ผมชอบที่จะดูทีมของเขา (อาร์เซน่อล) และวิธีที่เขาเป็นในฐานะของผู้นำ มันสะท้อนให้เห็นว่าเขาเคยเป็นนักเตะอายุน้อยที่บาร์เซโลน่า เขามีความเชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถถ่ายทอดมุมมองของเขาเกี่ยวกับเกมส์ได้ ด้วยโชค ผมหวังว่าผมจะได้เห้นเขากลับมาที่นี่ในฐานะของโค้ชทีมชุดใหญ่ในสักวัน" -

มิเกล อาร์เตต้า เคยพูดเอาไว้กับนักเตะเยาวชน ระหว่างการประชุมการฝึกสอนกับสมาคมฟุตบอลเวลส์ในปี 2017 "ผมไม่ชอบการสร้างเส้นตรงระหว่างผู้เล่นริมเส้น" ขณะที่บนหน้าจอเขากำลังอธิบายว่าทำไมเขาถึงต้องการเปลี่ยนมุมการรับส่งบอลแบบดั้งเดิม ระหว่างฟูลแบ็คกับปีก
"ทำไมล่ะ? เพราะฟูลแบ็คจ่ายขึ้นไปตรงๆ ให้กับผู้เล่นตำแหน่งปีก เมื่อรับบอลเขาจะหันหลังให้กับประตู และไม่สามารถพาบอลขึ้นหน้าไปได้ เมื่อมีคู่แข่งอยู่ด้านหลัง แต่เมื่อคุณจ่ายบอลเป็นแนวทแยงมุม ปีกจะสามารถเอาบอลไปเล่นต่อได้ทันที"
ตอนนี้สิ่งที่เขาได้พูดในตอนนั้น กลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับริมเส้นฝั่งขวาของอาร์เซน่อลในฤดูกาล อย่างประตูนำ 2-0 ของบูคาโญ ซาก้า ในเกมส์กับคริสตัล พาเลซ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นวิธีการจ่ายบอลแบบนั้น




บูคาโญ ซาก้า เป็นผู้เล่นคีย์แมนของอาร์เซน่อล และการป้อนบอลให้เขาในลักษณะที่ทำให้เขาได้ คือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้เขามีผลกระทบต่อเกมส์ และตอนนี้ทุกทีมมีความกังวลในการดวลตัวต่อตัวกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างด้านล่างในเกมส์ที่พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสิ่งที่อาร์เตต้า ไม่ต้องการ เมื่อไวท์เห็นซาก้ากำลังวิ่งเข้ามารับบอล และเลือกจ่ายไปตรงๆ แต่ลุค ซอว์ ได้อ่านสถานการณ์และสามารถบีบซาก้าได้ทันที แม้ว่าจะลงเอยด้วยการที่ซอว์ไปทำฟาล์วใส่ซาก้า แต่ไม่ใช่สถานการณ์ในอุดมคติของอาร์เตต้า เพราะมันเป็นการหยุดการเล่นเกมส์รุก และเปิดโอกาสให้แนวรับของยูไนเต็ดได้มีการจัดตำแหน่งการยืนกันใหม่



ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมอาร์เตต้า ถึงไม่อยากให้ซาก้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่เขาต้องการให้ ไวท์ ชะลอการส่งบอลจนกว่าช่องการจ่ายบอลจะปรากฏขึ้น แล้วซาก้าหมุนตัววิ่งเข้าไปด้านใน จากนั้นไวท์ก็จะจ่ายเป็นแนวทแยงเพื่อให้เขาวิ่งมารับบอลด้วยเท้าซ้ายที่เขาถนัด มันเปิดพื้นที่ทั้งสนามและทำให้เขามีช่องว่างในการเล่นเกมส์รุก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กองหลังของคู่แข่งยากที่จะรับมือ
นี่คือสิ่งที่อาร์เตต้ามองหา อย่างในเกมส์กับเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อโอเดการ์ดได้รับบอลจากจอร์จินโญ่ เขาจ่ายบอลทแยงไปให้กับซาก้า ที่ขยับเข้าด้านใน เมื่อเขาได้รับบอลจากโอเดการ์ด และเขาสามารถจ่ายบอลสวิตซ์ไปฝั่งซ้ายให้กับชาคา โดยที่คู่แข่งไม่สามารถเข้ามากดดันเข้าได้


ไวท์ และซาก้า ลงเล่นด้วยกัน 2,088 นาทีร่วมกันในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามีความสำคัญเพียงใด เราจะเห็นว่าไวท์มีการจ่ายบอลให้กับซาก้ามากกว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่น โดยเขาผ่านบอลสำเร็จ 334 ครั้ง ซึ่งเป็นเส้นสีแดงตามภาพด้านล่าง

นั้นคือค่าเฉลี่ย 14.4 ครั้งจากไวท์ไปที่ซาก้าต่อ 90 นาที โดยคนที่จ่ายบอลให้กับซาก้าเฉลี่ยรองลงมาคือ 9.5 ครั้ง และมาร์ติน โอเดการ์ด 7.0 ครั้ง เมื่อดูแผนผังการจับบอลของไวท์ด้านล่าง ก็แสดงให้เห็นว่าเขาผสมผสานการเคลื่อนที่ในการโจมตีของเขาอย่างไร ซึ่งปกติแล้วเขาจะชอบที่จะ Overlap ขึ้นไป แต่ก็มีขยับเข้าไปข้างในเพื่อประสานงานกับซาก้า

ในการเจอกับวูลฟ์แฮมตันเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ไวท์จ่ายบอลให้กับซาก้า 27 ครั้ง การประสานงานของทั้งคู่แบบโดยตรงสร้างโอกาส 7 ครั้งในฤดูกาลนี้หรือ 0.3 ครั้งต่อ 90 นาที และมีผลกับการเคลื่อนที่ที่หลากหลาย ที่ทำให้ซาก้าสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น
ในตัวอย่างเกมส์กับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไวท์เห็น ซาก้า อยู่ตรงบริเวณริมเส้น แต่เขาชะลอ จนเห็นว่า เซสเซยอง กำลังจะขยับเข้าไปใกล้กับซาก้า แล้วก็ก็จ่ายทแยงเข้าด้านใน ซึ่งซาก้าก็วิ่งไปรับบอล เปิดทางให้ซาก้าได้สามารถพาบอลพุ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษของคู่แข่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายไม่ว่าจะเจอกับทีมไหนก็ตาม




เมื่อเทียบระหว่างไวท์กับโทมิยาสุ ในตำแหน่งแบ็คขวา ไวท์สามารถ Overlap ขึ้นไปเมื่อสร้างความสับสนให้กับคู่แข่ง ขณะที่โทมิยาสุ มักจะเล่นอยู่ด้านหลังแล้วปล่อยให้ซาก้า เล่นแบบ Isolate ซึ่งไวท์จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการวิ่งทั้งแบบ Underlap หรือ Overlap
อย่างในเกมส์กับเบรนท์ฟอร์ด ที่เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของอาร์เซน่อล เขาวิ่ง Overlap ขึ้นมา แต่ซาก้าไม่มีมุมที่จะจ่ายบอลให้กับเขา ดังนั้นจึงเลือกจ่ายเข้าในให้กับโอเดการ์ด ขณะที่ไวท์ วกกลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า ตัวประกบก็ต้องระแวงกับไวท์ เป็นการเปิดช่องว่างให้กับ ซาก้า ได้วิ่งสอดขึ้นมา โอเดการ์ดจ่ายบอลทะลุช่อง ก่อนที่ซาก้าจะเปิดเร็วไปที่เสาสองให้ ทรอสซาร์ ชาร์จบอลเข้าไปตุงตาข่าย




การเล่นของซาก้า เขาไม่ได้ปักอยู่ริมเส้นตลอดเวลา บ่อยครั้งที่เราได้เห็นเขาขยับเข้ามาด้านในของ Half Space เป็นการปั่นป่วนรูปแบบเกมส์ป้องกันของคู่แข่ง อย่างในเกมส์ที่เจอกับฟูแล่มที่เอมิเรสต์ เมื่อต้นฤดูกาล และแสดงให้เห็นเขากลายเป็นตัวเลือกในการจ่ายบอลจากแนวรับได้
เมื่อ วิลเลี่ยม ซาลิบา พาบอลขึ้นมาตรงกลางสนาม ไวท์ขยับขึ้นสูงที่ริมเส้นด้านนอก ทำให้ อันโตนี่ โรบินสัน แบ็คของฟูแล่มที่เป็นคู่ประกบกับชาก้า ต้องเริ่มขยับไปตามประกบไวท์ ตำแหน่งของไวท์สามารถเปิดช่องว่างได้ ซาลิบาจ่ายบอลเข้ามาให้กับซาก้า และเขาหมุนตัวพลิกบอล ก่อนที่อาร์เซน่อลจะได้ประตูตีเสมอ 1-1 ในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา



การหลอกล่อและทิศทางการวิ่งที่แตกต่างของไวท์ และซาก้า ตามทฤษฏีของอาร์เตต้า ทำให้เขาพวกเขาเป็นหนึ่งในคู่หูในเกมส์รุกที่อันตรายมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก



































































































































เบื้องหลังการพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดของ "กาเบรียล มากัลเญส" ที่ไม่ได้อยู่แค่ในสนามซ้อม
in THE GUNNERS COLUMN
Posted
อังเดร คุนญ่า ทำงานร่วมกับ กาเบรียล มากัลเญส เซนเตอร์แบ็คของอาร์เซน่อลและทีมชาติบราซิลมา 2 ปีแล้ว
"เขาเติบโตขึ้นมากในฐานะนักเตะ" คุนญ่า กล่าวกับ The Athletic "สิ่งแรกคือความคิดของเขา เขาเปลี่ยนไปเยอะมาก วันแรกที่ผมอยู่กับเขา ผมบอกกับเขาว่าคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อที่จะเปลี่ยนเกมส์การเล่นของคุณ ทุกอย่างมันเริ่มตรงนั่น"
คุนญ่า เป็นผู้บริหารระดับสูงของ Volt Sport Science ซึ่งเป็นบริษัทด้านสุขภาพ และการปฏิบัติงานที่มองโปรแกรมแบบองค์รวม และเป็นรายบุคคลให้กับ กาเบรียล เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพของเขาให้สูงที่สุด
"ตอนนี้เขาเป็นมืออาชีพมาก เขามีสมาธิสูงมาก มีแรงผลักดันสูงมาก เมื่อคุณเจ็บปวดน้อยลง คุณก็สามารถแสดงพลังได้มากขึ้น คุณสามรถลงเล่นได้มากขึ้น คุณสามารถกระโดดได้สูงขึ้น คุณสามารถทำประตูได้มากขึ้น!!"
กาเบรียล ไม่พลาดลงสนามในเกมส์พรีเมียร์ลีกแม้แต่นัดเดียวเมื่อฤดูกาลที่แล้วจากอาการบาดเจ็บ มีเพียง วิลเลี่ยม ซาลิบา คู่หูเซนเตอร์แบ็คของเขาเท่านั้นที่ลงเล่นมากกว่าเขา แล้วเขายังทำได้ 4 ประตู แล้วตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่กับอาร์เซน่อลในซัมเมอร์ 2020 ไม่มีกองหลังคนไหนในลีกที่ทำประตูได้มากกว่าเขา (14 ประตู)
"ทุกอย่างเชื่อมโยงกับอย่างมากกับอาร์เซน่อล สิ่งที่เราทำนอกเหนือจากสนามซ้อม เป็นการสนับสนุนการทำงานที่นั่น และรายละเอียดต่างๆ" สำหรับกาเบรีล ไม่มีความลับที่ยิ่งใหญ่กับงานที่เขากำลังทำ "ผมรู้สึกเจ็บลดลง และผมฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นี่ทำให้ผมฝึกซ้อมและเตรียมตัวเองได้ดีกว่าเดิมสำหรับเกมส์ที่กำลังจะมาถึง" กาเบรียล อธิบาย
ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ คุนญ่า ทำงานในหลากหลายชนิดกีฬาทั้ง เทนนิส, ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน, รักบี้, ว่ายน้ำ และอื่นๆ ในบราซิล ที่เป็นบ้านเกิดของเขา เขาได้ก่อตั้งบริษัที่ชื่อว่า 4Perform ขึ้นมา โดยยึดหลักการทำงาน 4 ประการ คือ โภชนาการ จิตวิทยา กายภาพบำบัด และการฝึกซ้อม
ทั้งหมดนี้เปลี่ยนแปลงไปในปี 2018 เมื่อคุนญ่า ได้สายจาก กาเบรียล เฆซุส ที่ตอนนั้นเขาย้ายมาเล่นในอังกฤษกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ "เขาโทรหาผม แล้วบอกว่า ผมต้องการคุณมาที่แมนซิตี้ และเป็นโค้ชส่วนตัวของผมในเรื่องการสร้างควมแข็งแกร่งและการปรับตัว ผมตอบว่า โอเค ให้เวลาผมสองวันในการคิดเรื่องนั้น เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่"
"ผมได้ค้นคว้าข้อมูล แล้วผมก็โทรกลับไปหาเขา ผมไม่คิดว่าคุณต้องการโค้ชส่วนตัว ที่ดูแลเรื่องความแข็งแกร่งและการปรับตัว อย่างแรก คุณเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์อยู่แล้ว และอย่างที่สอง คุณไปเล่นกับซิตี้ ที่เป็นนาซ่าของวงการฟุตบอล แต่คุณโทรหาผม ดังนั้นผมรู้ว่าคุณต้องการบางอย่าง ดังนั้นผมมีโปรเจ็กต์สำหรับคุณ ผมต้องการเป็นผู้จัดการที่ดูแลเรื่อง Performance ของคุณ"
นั่นหมายถึงการดูแลทุกแง่มุมของเฆซุส ทั้งกิจวัตรประจำวัน ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ การนอนหลับ การฝึกซ้อม โภชนาการ และการฟื้นตัว ทางเฆซุสเห็นด้วยและตอบตกลง ความสัมพันธ์ระหว่างเฆซุส และคุนญ่าเป็นไปได้ด้วยดีตลอด 5 ปี
เมื่อเฆซุส ย้ายมาอยู่กับอาร์เซน่อล ย่อมมีคำถามเกี่ยวกับบทบาทของคุนญ่า "สต๊าฟทุกคนจากซิตี้บอกว่าถ้าคุณต้องการดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดจากกาเบรียล เฆซุส คุณต้องทำงานร่วมกับอังเดร"
คุนญ่า ใช้เวลา 5 ปีในการทำงานร่วมกับเฆซุส ได้พัฒนาหลักการที่ใช้ในการสร้าง Volt Sport Science บริษัทที่ทำงานร่วมกับผู้เล่นดังๆ หลายคน อาทิ เอแดร์ซอน ผู้รักษาประตูของแมนซิตี้, อเล็กซ์ เตเลส อดีตแบ็คของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, โรดริโก้ มูนิช กองหน้าฟูแล่ม, โจนาธาน เดวิด กองหน้าของลีลส์ และ กาเบรียล มากัลเญส เพื่อนร่วมทีมของเฆซุสที่อาร์เซน่อล
"พ่อของกาเบรียลโทรหาผม" คุนญ่ากล่าว "เขามีครอบครัวที่ยอดเยี่ยมอยู่เคียงข้างเขา และพวกเขาเข้าใจสิ่งที่สามารถสนับสนุนนักฟุตบอล ผมได้ไปที่บ้านของเขา และเราได้คุยกันสองหน เราตัดสินใจที่จะทำงานร่วมกัน"
ในช่วงแรกของการประชุม คุนญ่า ถามกาเบรียลถึงเป้าหมายที่เขาในปีถัดๆ ไปคืออะไร "คำตอบของเขาเรียบง่าย คือ การคว้าแชมป์กับอาร์เซน่อล และได้ติดทีมชาติบราซิล"
กันคุณญา ที่เขาเป็นระดับผู้บริหารขององค์กรไปแล้วที่ Volt ดังนั้นเขาต้องการให้สักคนที่มาดูแลกาเบรียลแบบวันต่อวัน เขาได้เลือกนักกายภาพบำบัดโปรตุเกส เรนาโต้ คอสต้า เพื่อมาทำงานกับกาเบรียลในทุกๆ วัน
"วิธีที่เราเห็นนักกีฬาอยู่ 3 ชั้น ชั้นแรกคือความเป็นมนุษย์ ชั้นที่สองคือนักกีฬา และชั้นที่สามคือผู้เล่น ความลับในการปลดล็อกศักยภาพของผู้เล่นคือชั้นที่ 1 และ 2 แล้วกับผู้เล่นใหม่อย่าง กาเบรียล เราจะพิจารณาประวัติเกี่ยวกับความคิด ประวัติโภชนาการ ประวัติสุขภาพ ประวัตินักกีฬา และประวัติของผู้เล่น เมื่อคุณมีประวัติเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว คุณสามารถระบุจุดอ่อนที่สุดได้ ประเด็นใดบ้างที่มีความสำคัญ? บางครั้งคุณอาจเลือก 1 หรือ 2 พื้นที่ คุณทำงานกับมันสัก 1 หรือ 2 เดือน และก็บูม นักฟุตบอลพัฒนามากขึ้น และอาการเจ็บลดลง"
ตอนนี้คอสต้า เป็นผู้จัดการที่ดูแลเรื่อง Performance ของกาเบรียล "เขาคุยกับนักจิตวิทยา นักโภชนาการ โค้ชส่วนตัว และหัวหน้าทีมแพทย์ของเรา และพวกเขาก็ร่วมกันพัฒนาแผนการที่ช่วยเหลือกาเบรียล ผู้จัดการที่ดูแลเรื่อง Performance ขเงราจะมีกลุ่ม WhatsApp พร้อมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดของเรา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาจะพูดคุยกับผู้เชียวชาญโดยตรง"
ยังมีอีกกลุ่ม WhatsApp ที่สำคัญคือเป็นกลุ่มที่มีทีมงานของ Volt และทีมที่ดูแลด้าน Performance ของอาร์เซน่อล "จากวันแรกที่กาเบรียลโทรหาผม ผมบอกว่าผมต้องการการสนับสนุนจากสโมสร ผมต้องการสร้างส่วนที่ขยายจากสนามฝึกซ้อม"
ความสัมพันธ์ระหว่างสโมสร และบริษัทเอกชน ไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป "สโมสรต่างๆ ต้องคอยระมัดระวังกับทีมสต๊าฟส่วนตัวของนักเตะ มันเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ที่ขาดการสื่อสารที่ดี การสื่อสารเป็นกุญแจที่สำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่ราบรื่นกับอาร์เซน่อล เรามีกลุ่ม WhatsApp ที่มีหัวหน้านักกายภาพ หัวหน้าด้านสมรรถภาพทางกาย และแพทย์ประจำทีมชุดใหญ่ ทุกวันเราแลกเปลี่ยนข้อมูล เราส่งเอกซเรย์ ตัวชี้วัดทางชีวภาพในเลือด หรืออะไรก็ตามที่เราสามารถช่วยพวกเขาได้ และเรามักจะทำให้แน่ใจว่ามันจะไปถึงสโมสรก่อนนักเตะ ดังนั้นพวกเขาจึงมีโอกาสได้เห็นข้อมูลเหล่านี้ก่อน"
คุนญ่า เชื่อว่าขั้นตอนต่อไป สโมสรต่างๆ อาจจะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อประสานงานกับผู้ปฏิบัติงานภายนอกโดยเฉพาะ เมื่อผู้เล่นมีการจ้างทีมงานส่วนตัวกันแพร่หลายมากขึ้น "มันไม่ใช่แค่กระแสอีกแล้ว ตอนนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว"
"การฝึกซ้อมของสโมสร คือสถานที่แห่งการแข่งขัน ซึ่งคุณต้องต่อสู้เพื่อตำแหน่งในทีม บางครั้งผู้เล่นจะต้องใช้เกราะชนิดนหนึ่งกับสภาพแวดล้อมนั้น แต่พวกเขายังต้องการพื้นที่ของตัวเองด้วย บางครั้งปัญหาที่ผู้เล่นมี พวกเขาไม่อยากพูดถึงในสนามซ้อม บางครั้งอาจเป็นกิจกรรมต่างๆ เช่น โยคะ พิลาทิส การฝึกหายใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เล่นอาจจะไม่สบายใจนักในการฝึกซ้อม และตรงจุดนี้เราสามารถช่วยนักเตะได้"
หลังจากสร้างโปรไฟล์ผู้เล่นที่ครอบคลุมแล้ว Volt ได้ระบุส่วนที่กาเบรียลโฟกัสเป็นพิเศษในโปรแกรมของเขา "ในฐานะกองหลังตัวกลาง สิ่งแรกที่เขาต้องการคือความแข็งแกร่ง เขาจำเป็นต้องเอาชนะในการดวลกับกองหน้าที่มีความเร็ว"
"เขาจำเป็นต้องพัฒนาสิ่งที่เราเรียกว่า ความแข็งแกร่งของโล่ เขาจำเป็นต้องใช้ร่างกายของเขา เขาจำเป็นต้องควบคุม เขาจำเป็นต้องเข้าใจวิธีการชะลองความเร็ว วิธีการวางเท้าลงบนสนาม และสร้างพลังและการเปลี่ยนทิศทาง แต่ต้องควบคุมร่างกายและมีความตื่นตัวไปพร้อมๆ กัน เพื่อที่จะกระโดดได้แบบกาเบรียล คุณต้องมีความแข็งแกร่งมหาศาล เมื่อคุณมีรูปร่างสูงขนาดนั้น การรักษาความั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย"
"เพราะอาร์เซน่อลเป็นทีมที่เน้นการครองบอลเยอะมาก จึงต้องเจอกับเกมส์สวนกลับมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาเรื่องความเร็วสูงสุดจึงสำคัญ เราทำงานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด"
งานของทีมงาน Volt คือการให้ความรู้เกี่ยวกับผู้เล่น พวกเขาต้องการให้เขามีอิสระในตัวเอง เมื่ออายุ 26 ปี กาเบรียล พร้อมที่จะซึมซับข้อมูล "ตอนนี้เขาเป็นคุณพ่อแล้ว เขาแตกต่างมากๆ เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อน เขาเข้าใจว่าเวลาไหนคือเวลาสำหรับการทำงาน และเวลาไหนคือการพักผ่อน เขาเข้าใจว่าจำเป็นต้องเลือกสิงที่ถูกต้อง"
"และเขาก็ได้รับผลลัพธ์นั่นคือตอนที่คุณเริ่มวงจรนี้ ทุ่มเททุกอย่าง รับผลลัพธ์ และประวัติในการทำงาน คุณทำงานมากขึ้น คุณก็จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น และมันก็ดำเนินต่อไป"